12 เรื่องพื้นฐานที่คนทำ SEO ต้องรู้ !

12 เรื่องพื้นฐานที่คนทำ SEO ต้องรู้ ! by seo-winner.com

12 เรื่องพื้นฐานที่คนทำ SEO ต้องรู้ !

การทำ SEO ต้องอาศัยประสบการณ์ของตนเป็นหลัก แต่หากผู้เริ่มต้นก็สามารถทำได้เพียงฝึกฝนและทำความเข้าใจบ่อยๆ ทั้งนี้เทคนิคเฉพาะบุคคลก็มีผลต่อการทำ SEO เป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน

1. On page
เหล่านี้เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ ประกอบด้วย เนื้อหาในเพจ (Page Content) , ชื่อของเพจ (Title Tag) , ลิงก์ URLs , H1 H2

2.Links
เพราะลิงก์ต่างๆ เปรียบเสมือนประตูที่จะเชื่อมต่อทั้งในส่วนภายในเว็บเอง และจากภายนอกมาสู่เว็บไซต์ของเรา

3.Keyword Research
การวิเคราะห์ Keyword เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ สำหรับวิเคราะห์ Keyword แต่คุณต้องรู้พื้นฐานในการใช้มัน คุณจำเป็นต้องรู้ว่า Keyword อะไรดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของคุณ และอะไรที่คนส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ในการค้นหาที่ทำให้ตรงกับข้อมูลในเว็บของคุณ

4.Linking
การวางลิงก์หรือสร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเว็บ เป็นแทคติกสำคัญในการทำ SEO มาตั้งแต่อดีต
แต่ในปัจจุบัน จากการพัฒนาของ Google ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในเรื่องของการสร้างลิงก์
แน่นอนว่ามันยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะการสร้างลิงก์เป็นเสมือนการสร้างประตูทางเข้า
ซึ่งมันจะส่งผลดีอย่างมากต่อการทำ SEO

 5.Local SEO
สำหรับกลุ่มธุรกิจ การทำ Local SEO เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะเป็นการโฟกัสตามสถานที่
ซึ่งจะทำให้ผลของการค้นหา แตกต่างออกไป เช่นมีการแสดงแผนที่ เป็นต้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Smartphone)
ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการทำ SEO สำหรับธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ

6.Mobile SEO
ปัจจุบันการใช้งานมือถือเพิ่มมากขึ้นจนแซงหน้า Desktop ไปแล้ว แม้ในความเป็นจริง การค้นหาในข้อมูลบน Smartphone และ Desktop จะเป็น Index เดียวกัน แต่การทำ SEO สำหรับมือถือ ก็เป็นสิ่งที่อย่างน้อยก็ควรจะเรียนรู้ทำความเข้าใจไว้

7.PPC / Adwords
การทำ SEO (Organic Search) และการทำ Adwords (Paid Search) เป็นส่วนหนึ่งของ SEM (Search Engine Marketing) นั่นคือ การทำให้เว็บติดอันดับหน้าแรกๆใน Google แม้ว่าเราจะทำ SEO เพราะไม่ต้องการเสียเงินลงโฆษณากับ Adwords แต่อย่างน้อยคุณควรจะทำความรู้จักกับมัน อาจจะไม่ต้องไปเข้าใจว่าการปรับ Campaigns โฆษณาทำอย่างไร แต่ต้องรู้ว่าในหน้าแรกๆของ Google จะแสดงเว็บไซต์ที่ลงโฆษณาอยู่ด้วย หรืออีกอย่างคือ Google Keyword Planner ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ Keyword ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Google Adwords แต่เปิดให้ใช้ได้ฟรี โดยเครื่องมือนี้คุณควรจะเรียนรู้และฝึกใช้งานมันให้ได้
อย่างคล่องแคล่ว

8.Conversion Optimization
การทำ SEO จุดประสงค์เพื่อให้เกิด Traffic (จำนวนคน) เข้ามาที่เว็บ การทำ CRO จุดประสงค์เพื่อเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็นลูกค้าซื้อสินค้า (หรือทำธุรกรรมกับเรา) ดังนั้น SEO และ CRO (Conversion Rate Optimization) จึงเป็นปัจจัยที่เมื่อผสมผสานกันแล้วจะทำให้เกิดความสำเร็จที่แท้จริง ในฐานะคนทำ SEO จึงควรจะศึกษาและทำความเข้าใจในพื้นฐานของการสร้าง Conversion เอาไว้

9.Algorithms
อัลกอริทึม คือชุดคำสั่งที่จะบอกว่า ผลของการจัดอันดับเป็นอย่างไรใน SERPs (Search Engine Result Pages) สำหรับ Google จะมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดท  Algorithm ของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นการทำความรู้จักและติดตามข้อมูลข่าวสาร การอัพเดทของ Google Algorithms จะช่วยทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำ SEO ของเราได้ (อะไรที่เราควรทำ อะไรที่เราไม่ควรทำ ก็อาศัยการเข้าใจในส่วนนี้) ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือเข้าใจทั้งหมด แต่จดจำเอาเฉพาะตัวสำคัญ ดูประวัติการอัพเดทของ Google Algorithm History

10.Marketing
การทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด เพราะการกระทำที่เกี่ยวกับการโปรโมทเพื่อขายสินค้าหรือบริการนับว่าเป็นการตลาด และ SEO ก็คือวิธีการโปรโมทช่องทางหนึ่ง การทำความเข้าใจพื้นฐานของการตลาด (ไม่ว่าจะเป็นการตลาดออนไลน์ หรือ วิชาการตลาดขั้นสูง) เป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยยกระดับให้กับตัวคุณได้

11.Content Marketing
การทำตลาดโดยใช้เนื้อหา หรือ Content Marketing ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถือเป็นปัจจัยชี้วัดที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ บนโลกของ Online Marketing ในส่วนของธุรกิจจำเป็นที่จะต้อง สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ (High Quality Content) เพื่อเป็นการทำให้ผู้คน
จดจำเราได้โดยเนื้อหา อาจจะอยู่ในรูปแบบของ วีดีโอ บทความ รูปภาพ Infographics Slideshare ต่างๆ

12.Social Media
การใช้งาน Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Twitter , Google+ , Youtube ฯลฯ เป็นพื้นฐานสำคัญที่คนทำ SEO ควรรู้ เพราะการใช้ Social Media เป็นช่องทางสำคัญในการโปรโมทเว็บ โปรโมทลิงก์ เพื่อเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บของเรา ในปัจจุบันนี้ Social Media มีอิทธิพลมากขึ้นทุกวัน

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำ SEO แต่เราไม่จำเป็นต้องจดจำให้ได้ทั้งหมด เพียงแค่อ่านให้เข้าใจ ทำความเข้าใจกับ SEO และนำมาปรับใช้กับเทคนิคของตัวเอง อีกทั้งหมั่นศึกษาและหาความรู้เพิ่มเติม สุดท้ายแล้วการทำ SEO ก็คงไม่ยากเกินความสามารถของคุณ


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

10 วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์ ให้เหมาะสมกับรถคุณมากที่สุด

10 วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์ ให้เหมาะสมกับรถคุณมากที่สุดการขับขี่รถยนต์บนท้องถนนนั้นอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อาจเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนอื่น และส่งผลมาถึงเราก็มีโอกาสเป็นไปได้ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครห้ามได้เช่นกัน การมีกล้องติดรถยนต์ไว้บันทึกภาพทุกการเดินทางของเราเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะช่วยเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ว่าใครเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายผิด

ซึ่งภาพวิดีโอจากกล้องอาจะช่วยเหลือได้นั่นเอง ถ้าหากล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพ ใช้งานได้จริงแบบไม่มีปัญหา ก็คงต้องเลือกกันมากหน่อย ด้วยความที่มีจำหน่ายกันอยู่หลายเกรด หลายระดับราคา แถมยังมีของปลอมระบาดด้วย ซึ่งเราควรต้องพิจารณาจากอะไร บ้างตามไปดูกันครับ

1. ความละเอียดของวิดีโอในการบันทึก

1

คุณภาพของวิดีโอที่บันทึกได้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ จะนำไปใช้งานจริงได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตรงนี้ ปัจจุบันความละเอียดของกล้องติดรถยนต์ควรต้องอยู่ที่ระดับ FULL HD (1080p) หรือ HD Ready (720p) เป็นมาตรฐานครับ เพราะที่ความละเอียดระดับนี้ เราสามารถที่จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปใช้งานจริงได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน แต่การจะได้มาซึ่งความละเอียดระดับ FULL HD แท้ๆ หรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลักนั่นก็คือ เลนส์ และชิปประมวลผลที่ต้องทำงานควบคู่กัน เพียงสเปกที่ระบุไว้ว่ารองรับได้ถึง FULL HD เวลาใช้งานจริงอาจจะทำได้เพียง 480p ก็อาจเป็นได้

ฉะนั้น กล้องติดรถยนต์รุ่นไหนมีระบุมาในสเปกชัดเจนถึงเลนส์และรุ่นของชิปประมวลผลที่ใช้ได้ก็จะดีมาก แล้วนำรุ่นของชิปประมวลผลที่ใช้ไปค้นหาใน google.com อีกครั้ง เราจะรู้เลยครับว่าชิปประมวลรุ่นนี้รองรับการถ่ายวิดีโอ FULL HD จริงหรือไม่ เป็นข้อพิจารณาเบื้องต้นได้เลย โดยส่วนใหญ่แล้วกล้องติดรถยนต์ที่เป็นแบรนด์มาตรฐาน มีคุณภาพดีในระดับหนึ่งนั้นจะบอกรายละเอียดต่างๆเหล่านี้มาในสเปกอยู่แล้ว

2. FPS สูง ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล

2_1

ภาพคมชัด แต่เคลื่อนไหวไม่สมูทก็คงไม่ดีเป็นแน่ เราจะรู้ได้ว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นไหนให้ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล ต้องดูที่ค่า FPS ย่อมาจาก Frame Per Second แปลเป็นไทยว่า อัตราเฟรมภาพต่อวินาที เป็นหน่วยวัดการบันทึกภาพนิ่งของภาพเคลื่อนไหวในกล้องวิดีโอต่อ 1 นาที เช่น 25 FPS หมายถึง ใน 1 วินาที จะมีภาพนิ่งถูกบันทึกต่อเนื่องกัน 25 ภาพ แน่นอนว่าค่า FPS มากจะส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวที่ได้มีความต่อเนื่อง ดูลื่นไหล แต่หากค่า FPS ต่ำ ภาพเคลื่อนไหวจะดูกระตุกไม่ต่อเนื่องนั่นเองครับ สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า FPS ที่สูงเกินไปอาจจะมีผลเสียมากว่าผลดี เพราะทำให้สิ้นเปลืองการ์ดความจำมากกว่าปกติ เพราะไฟล์วิดีโอที่ได้จะมีขนาดใหญ่มาก

ถ้าจะให้ดี ค่า FPS สำหรับกล้องติดรถยนต์จึงไม่ควรสูงมากจนเกินไป ที่ระดับ 30 FPS หรืออย่างต่ำสุดก็อย่าน้อยไปกว่า 25 FPS ก็จะเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ทั้งนี้ต้องดูสเปกของกล้องด้วยนะครับว่าค่า FPS ที่ระบุมานั้น เป็นค่า FPS ที่ทำได้ที่ระดับความละเอียดภาพเท่าไหร่ เพราะค่า FPS สูงสุดที่ทำได้ก็ควรจะทำได้ที่ความละเอียดภาพสูงสุดที่กล้องทำได้ เช่น กล้องความละเอียด FULL HD ก็ควรที่จะทำ 30FPS ได้ที่ค่าความละเอียด FULL HD ถึงจะถูกต้อง เพราะมีกล้องติดรถยนต์ที่อาจจะคุณภาพไม่ดีหลอกมาในสเปกได้ว่าทำ FPS ได้สูงจริง แต่ที่ระดับความละเอียดต่ำนั่นเอง

3. ถ่ายวิดีโอเวลากลางคืนหรือสภาวะที่มีแสงน้อยได้ดี

การใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือเวลากลางคืนนั้น จำเป็นและมีความสำคัญไม่แพ้กับคุณภาพของวิดีโอที่ได้ เพราะเมื่อเริ่มบันทึกภาพก็ต้องบันทึกไปตลอดการเดินทาง  เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเวลาไหน กล้องติดรถยนต์ที่สามารถใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อย หรือเวลากลางคืนได้ดีจึงต้องมีตัวช่วย ระดับพื้นฐานสุดๆ ก็ต้องมีอินฟาเรด ซึ่งเราจะพบได้ในกล้องติดรถยนต์รุ่นล่างๆ ราคาประหยัดก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดและควรจะต้องมีก็คือ ฟังก์ชันที่เรียกว่า WDR ( Wide Dynamic Range ) ซึ่งเป็นฟังก์ชันเดียวกันกับที่มีอยู่ในกล้องวงจรปิดที่ติดกันตามบ้าน สำนักงาน หรือตามท้องถนนนั่นเอง จะช่วยทำให้การบันทึกภาพเวลากลางคืน (Night Shot) หรือสภาวะที่มีแสงน้อยให้สว่างขึ้น และลดแสงบนท้องถนนที่มากเกินไป ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดมากขึ้น ดูรู้เรื่องว่าเป็นภาพอะไรทั้งที่มีแสงน้อย โดยหลักการทำงานก็คือ กล้องจะถ่ายภาพซ้อนกัน 2 ภาพในเวลาเดียวกัน โดยภาพแรกถ่ายออกมาเป็นภาพดูมืดดำ เหมือนมีแสงน้อย และอีกรูปถ่ายให้มีความสว่างมากกว่าสภาวะปกติ แล้วนำภาพที่ได้มาซ้อนกัน ช่วยให้กล้องเก็บรายละเอียดภาพได้มากกว่าการบันทึกภาพปกติที่ไม่มีฟังก์ชัน WDR ฉะนั้นแล้วเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ควรเลือกรุ่นที่มีฟังก์ชัน WDR มาด้วยนะครับ

4. รูรับแสงสำคัญพอกัน

3

รูรับแสง หรือ Lens Aperture ของกล้องติดรถยนต์มีความหมายเดียวกันกับของกล้องถ่ายรูป เป็นตัวควบคุมปริมาณแสงที่จะวิ่งผ่านรูนี้เข้าไปในกล้อง มีหน่วยเรียกว่า “F” หรือศัพท์ของช่างภาพเรียกกันคือ “ค่า F/Stop” ใช้ตัวเลขกำกับแสดงขนาดของรูรับแสง ค่าตัวเลข F น้อย รูรับแสงกว้าง แสงเข้าได้มาก ภาษากล้องเรียกว่า ชัดตื้น คือให้ช่วงระยะชัดของภาพน้อย จะให้ภาพที่คมชัดมากที่สุดตรงจุดโฟกัส ในขณะที่หากค่าตัวเลข F มาก รูรับแสงแคบลง แสงเข้าได้น้อย เรียกว่าชัดลึก คือให้ช่วงระยะชัดของภาพมาก ภาพที่ได้จะคมชัดเท่ากันทั้งภาพ

หากเป็นในเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ไม่ว่าจะค่า F น้อย ทำให้ชัดตื้น หรือค่า F มาก ทำให้ชัดลึก นั้นต่างก็มีข้อดีแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าจะถ่ายภาพอะไร แต่สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า F มาก ทำให้ชัดลึกคมชัดทั้งภาพ เหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นกล้องติดรถยนต์ที่มีแบรนด์ คุณภาพดี ก็จะระบุค่า Lens Aperture มาในสเปกให้ทราบด้วย

5. มุมมองของกล้องที่ใช้งานได้จริง4

มุมมองของกล้องก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่กล้องมีมุมมองกว้างมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดีไปเสียหมดนะครับ ที่กล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องที่มีมุมมองแคบนั้นจะดีกว่าด้วยเช่นกัน มันควรต้องอยู่ตรงกลางความพอดีที่ใช้งานได้จริง หากกล้องมีมุมมองแคบเกินไป ก็อาจจะครอบคลุมหน้ารถได้ไม่หมด โดยเฉพาะรถยุโรป กล้องที่มีมุมมองกว้างมาก ก็ช่วยให้เก็บรายละเอียดทั้งสองข้างทางของภาพได้มากกว่าก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบกับภาพวิดีโอหรือภาพนิ่งด้านหน้าตรงที่บันทึก เพราะลักษณะของภาพที่ได้จะเหมือนถูกซูมออกมา ภาพตรงกลางจะถูกบีบเพื่อเก็บภาพด้านข้างได้มากขึ้น จึงไม่ชัดเท่าที่ควร และยังทำให้ระยะของภาพผิดเพี้ยน ดูไกลขึ้นกว่าระยะจริงที่เกิดขึ้น

หากนึกว่าไม่ออกก็ลองนึกถึงภาพที่ได้จากเลนส์กล้อง Fish Eye จะออกมาแนวๆ นั้นเลยครับ  อีกอย่างหนึ่งอย่าลืมครับว่า เราติดกล้องเพื่อ ป้องกันรถเราเอง ฉะนั้น ภาพด้านหน้าตรงจึงมีความสำคัญที่สุด เลือกกล้องติดรถยนต์ที่มีมุมมองกว้างเป็นเรื่องดี แต่ต้องให้แน่ใจว่าภาพด้านหน้าตรงต้องคมชัด ไม่ผิดเพี้ยนนะครับ ซึ่งกล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพดีจริงในระดับหนึ่งขึ้นไป สามารถทำได้ครับ

6. ระบบ G-sensor เก็บได้ทุกเหตุการณ์

เบรกรถกะทันหัน รถเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุอะไรก็ตามแต่ แน่นอนว่ามันจะต้องมีแรงสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทกเกิดขึ้น ระบบ G-Sensor (หรืออาจจะมาในชื่อเรียกอื่น) ที่ติดมากับกล้อง จะทำหน้าที่ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน หรือแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้มาเพื่อทำการล็อกไฟล์วิดีโอที่บันทึกอยู่ในช่วงเวลานั้น เพื่อแยกออกมาเก็บเป็นไฟล์พิเศษต่างหากจากช่วงเวลาที่บันทึกปกติ และจะถูกป้องกันไม่ให้ช่วงเวลาดังกล่าวถูกบันทึกวนซ้ำเมื่อหน่วยความจำเต็ม ถึงแม้ลบด้วยคอมพิวเตอร์ก็ทำไม่ได้ ต้องฟอร์แมตการ์ดความจำสถานเดียวจึงจะลบออกได้ ทำให้เรานำมาตรวจสอบย้อนหลังได้สะดวกไม่เสียเวลา ระบบนี้จึงมีความสำคัญและถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่กล้องติดรถยนต์ต้องมีนะครับ

นอกจากนี้แล้วยังมีอีก 1 ฟังก์ชันที่ทำงานคล้ายๆ กับระบบ G-sensor นั่นคือ Emergency button หรือปุ่มบันทึกภาพฉุกเฉิน โดยมันจะทำหน้าที่บันทึกภาพโดยล็อกเป็นไฟล์วิดีโอแยกออกมาเช่นเดียวกับระบบ G-sensor แต่มันจะเริ่มทำงานด้วยการสั่งบันทึกจากการกดปุ่ม Emergency button แทน เพื่อไว้สำหรับเหตุการณ์พิเศษที่เรารับรู้ได้แต่ต้องการบันทึกเอาไว้นั่นเอง

7. ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion detect)

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว ( Motion detect ) จะทำงานทันทีเมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นผ่านหน้ากล้องหรือหน้ารถยนต์ของเรา โดยจะบันทึกเป็นไฟล์วิดีโอออกมาเก็บไว้ในทุกๆ การเคลื่อนไหวที่ตรวจจับได้ ไฟล์ที่ได้จะมีขนาดเล็กและมีเฟรมเรทที่ต่ำเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพื้นที่ของการ์ดหน่วยความจำ เจ้าระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว ( Motion detect ) เราจะได้ใช้งานมันก็ต่อเมื่อเราเปิดกล้องทิ้งไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้ทำการบันทึกภาพวิดีโอไว้นั่นเองครับ เช่นขณะรถติดหรือเราจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ ที่ลานจอดรถ และต้องการที่จะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะรถจอดอยู่เฉยๆ ว่ามีใครมาทำอะไรกับรถเราบ้างนั่นเอง แต่การจะใช้ระบบดังกล่าวนี้ ตัวกล้องจำเป็นต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์จ่ายไฟให้กล้องอย่าง power bank ต่อกับกล้องไว้ตลอดเวลา

8. ใช้แบตเตอรี่แบบใด

กล้องติดรถยนต์มีทั้งรุ่นที่มีแบตเตอรี่ในตัว สามารถจ่ายไฟให้ตัวเองใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อไฟจากที่จุดบุหรี่ สะดวกเวลาใช้งานโดยที่ไม่ต้องต่อไฟเพิ่ม กับกล้องอีกแบบคือไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง แต่จะมีคาปาติเตอร์ ( (Dual SuperCap) เป็นตัวเก็บประจุไฟ ทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่สำรองเท่านั้น โดยจะค่อยๆ ปล่อยกระแสไฟออกมาอย่างช้าๆ เพื่อให้กล้องติดรถยนต์บันทึกวิดีโอได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อดับเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้วิดีโอที่บันทึกเกความเสียหาย แต่ไม่สามารถจ่ายไฟให้กล้องติดรถยนต์ทำงานได้เหมือนแบตเตอรี่  ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่ดี เพราะถ้าไม่ต่อไฟจากที่จุดบุหรี่ก็จะไม่สามารถใช้งานได้

แต่ที่จริงแล้วมันมีข้อดีอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่มากวนใจ เช่น แบตเสื่อม แบตบวมเก็บไฟไม่อยู่ ซึ่งมันเกิดขึ้นแน่นอน ด้วยคุณภาพของตัวแบตเตอรี่เองที่ก็คงจะไม่ได้ดีอะไรมากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่หนีไม่พ้นแน่นอนก็คือเรื่องของความร้อนจากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งาน ในการติดตั้งใช้งานหน้ากระจกรถก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องแดดที่ต้องส่องมาโดนตัวกล้องอย่างเลี่ยงไม่ได้อีก ก็จะยิ่งทำให้กล้องร้อนง่ายกันไปใหญ่ ส่งผลทำให้กล้องรวน ถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้งานได้ และก็เป็นที่น่าสังเกตว่ากล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพดี ราคาสูง ส่วนใหญ่จะไม่มีแบตเตอรี่ภายในนะครับ แต่จะมีคาปาซิเตอร์มาแทน

9. การรับประกันและบริษัทนำเข้า

กล้องติดรถยนต์เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้สโลแกนที่ว่า คุณภาพตามราคาได้เช่นกัน น้อยนักครับที่กล้องติดรถยนต์ที่มีราคาจำหน่ายถูกมากจะให้คุณภาพดี รวมไปถึงความทนทานในการใช้งานจริงด้วย กล้องติดรถยนต์ในท้องตลาดมีให้เลือกซื้ออยู่หลายระดับราคา รวมไปถึงสินค้าปลอมก็มีออกมามากด้วยเช่นกัน อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้กล้องวิดีโอที่มีคุณภาพมาใช้ คือเลือกแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยที่แน่นอน ไม่ใช่มีเพียงหน้าร้านหรือร้านค้าออนไลน์ที่สั่งของจากผู้ผลิตโดยตรงมาจำหน่าย อย่าเห็นแก่ราคาถูกเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะมีคุณภาพที่ไม่ค่อยดีแล้ว มันมักจะไม่ทน และไม่มีการรับประกันอะไรที่แน่นอน เลือกซื้อแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายแน่นอน ก็จะได้รับการรับประกันที่แน่นอนตามมาด้วยเช่นกัน คือเสียแล้วก็สามารถส่งซ่อมส่งเคลมกันได้ มิใช่เสียแล้วต้องทิ้งสถานเดียวครับ

10. บททดสอบจากผู้ใช้จริง

5

ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาไว้ไม่แพ้กับข้ออื่นก็คือ บททดสอบการใช้งานจริงของกล้องรุ่นนั้นๆ ที่เราสนใจนี่ล่ะครับ นำชื่อรุ่นกล้องติดรถยนต์ที่เราสนใจเข้าไปค้นหาวิดีโอรีวิวใน youtube.com ส่วนใหญ่จะพบว่ามีผู้ใช้จริงจำนวนไม่น้อยอัพโหลดวิดีโอเหล่านั้นขึ้นไปให้เราเลือกชมกันได้เลย ไม่ใช่ดูจากวิดีโอที่ถ่ายทำจากเว็บของกล้องรุ่นนั้นเพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะมีการปรับแต่งให้ดูสวยงามไว้ก็เป็นได้ครับ และบางทีสเปกที่ระบุมาอาจจะเกินจริงหรือบอกไม่หมด ภาพวิดีโอจากผู้ใช้ทดสอบไว้นี่ล่ะครับ จะเป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีเลย หรือหากหาวิดีโอทดสอบไม่ได้จริง ก็ไปทำการทดสอบถ่ายจริง หรือเล่นของจริงที่ร้านตัวแทนจำหน่าย ว่าทำได้จริงตามสเปกระบุไว้หรือไม่ คุณภาพของวิดีโอที่ได้นั้นดีแค่ไหน

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราควรจะใช้พิจารณาในการเลือกหากล้องติดรถยนต์ที่ดีมีคุณภาพมาใช้จริงได้เลยครับ แต่ในบางรายละเอียดเช่น ขนาดรูรับแสง มุมมอง อาจจะไม่ได้ระบุมาในสเปก หากเป็นเช่นนั้น เบื้องต้นก็ให้สงสัยไว้ได้เลยครับว่า กล้องรุ่นนั้นอาจไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะสเปกที่ผู้ซื้อควรรู้เพื่อที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของกล้อง กลับไม่ระบุมาในสเปกเหมือนตั้งใจจะปกปิด แต่ถึงกระนั้นก็คงจะระบุเจาะจงไปไม่ได้เสียทีเดียวว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นนั้นจะไม่ดีซะทีเดียว คงจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ พิจารณาควบคู่กันไปด้วย

กล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันยังมีฟังก์ชันพิเศษเสริมการทำงานเพิ่มเข้ามาด้วยอีกมากมาย ที่เห็นเด่นๆ เลยก็คือระบบ GPS ที่จะช่วยระบุพิกัดตำแหน่งที่เราเดินทาง ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ได้ ซึ่งเป็นคนละระบบกับ GPS ที่ใช้นำทางนะครับ มันเป็นระบบ GPS ที่รับสัญญาณมาเหมือนกัน แต่นำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลใช้งานแตกต่างกัน กล้องติดรถยนต์จะมี GPS มาด้วยหรือไม่มีนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา

นอกจากฟังก์ชัน GPS ก็ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกเพียบที่เพิ่มลูกเล่นให้เข้ากับกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อขับออกนอกเลนส์ที่วิ่งอยู่, แจ้งเตือนเมื่อขับเข้าใกล้ท้ายรถคันหน้ามากเกินไป, เตือนกล้องจำกัดความเร็ว, แจ้งเตือนรถคันหน้าเคลื่อนที่, แจ้งเตือนเปิดไฟหน้า และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตก็คงจะมีเพิ่มออกมามากกว่านี้ ถามว่าจำเป็นไหมกับฟังก์ชันเหล่านี้ ก็คงต้องย้อนกลับไปดูที่การใช้งานว่าเราต้องการใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากไม่ใช่แล้ว เราอาจจะรำคาญเมื่อฟังก์ชันเหล่านี้ทำงานหรือเปล่า เพราะถึงไม่มีมันก็ไม่ได้ทำให้กล้องมีคุณภาพแย่กว่าเดิม เพราะมันคือฟังก์ชันเสริมเท่านั้น

ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในการใช้กล้องติดรถยนต์

6

หากได้กล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว ปัญหาด้านความคมชัด คุณภาพวิดีโอที่ได้คงไม่มีมากวนใจเป็นแน่ แต่ก็อาจจะมีปัญหาอย่างอื่นมากวนใจแทน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้งานจริง พอจะสรุปคร่าวๆ ออกมาได้ดังนี้

  • เมโมรีการ์ดไม่รองรับ เพราะความเร็วไม่พอ นอกจากเราจะคำนึงถึงขนาดความจุของเมโมรีการ์ดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความเร็วในการทำงานของมัน ที่จะแบ่งเป็นคลาส เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับกล้องที่เราใช้ โดยปกติแล้วการบันทึกวิดีโอระดับ FULL HD จำเป็นจะต้องใช้เมโมรีการ์ดที่เป็น class 10 เท่านั้นถึงจะเร็วพอ หากเราใช้ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงได้
  • กล้องบันทึกซ้ำไม่ได้ ฟังก์ชันบันทึกวนซ้ำทับกับไฟล์วิดีโอเดิม ถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานของกล้องติดรถยนต์ที่มีอยู่แล้ว แต่ในการใช้งานจริงเราอาจจะหลงลืมเปิดฟังก์ชันนี้ไปก็ทำให้ไม่สามารถบันทึกวนได้ และแจ้งว่าเมโมรีการ์ดเต็มก็เป็นไปได้
  • ชาร์จไฟไม่เข้า แบตเตอรี่เสื่อม กล้องติดรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ภายใน เมื่อใช้ไปได้สักระยะก็จะพบกับปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมได้ เพราะด้วยความร้อนจากตัวแบตเตอรี่เอง บวกกับความร้อนกระจกหน้ารถที่มาโดนตัวกล้องเกือบตลอดเวลา วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้คือ เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว ก็ควรถอดที่ชาร์จออกทันที ไม่ควรต่อชาร์จทิ้งไว้ และเมื่อไม่ได้ใช้กล้องเป็นเวลานานก็ควรที่จะถอดเก็บเพื่อไม่ให้โดนแดด หรืออาจจะหาอะไรปิดป้องกันแสงแดดไม่ให้โดนตัวกล้องก็ดีครับ

ฝากไว้อีกสักนิด กล้องติดตรถยนต์ ไมใช่ Action Camera

7

ผมเชื่อว่าอาจจะมีผู้อ่านหลายท่านสับสนระหว่างกล้องติดรถยนต์กับ Action Camera ว่ามันเป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ ในเมื่อก็เป็นกล้องถ่ายวิดีโอเช่นเดียวกัน คำตอบก็คือมันเป็นคนละชนิดกันครับ และไม่ควรจะนำมาใช้งานทดแทนกัน เพราะต่างก็มีฟังก์ชันการทำงานที่ต่างกันเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานตามแบบของมันเอง กล้องติดรถยนต์มีฟังก์ชันบันทึกภาพวนซ้ำ มีระบบ G-Sensor และระบบ Motion detect ที่เป็นฟังก์ชันพื้นฐานสำคัญ


“สำหรับชาวลพบุรี ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ลพบุรี ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ลพบุรี ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

ลากเมาส์แปลภาษา จากหน้าเว็บโดยตรง

จะดีแค่ไหน หากเราสามารถใช้เมาส์ลากคำ เพื่อแปลภาษาจากหน้าเว็บได้โดยตรง ไม่ต้องคอยมาเปิด–ปิดให้เสียเวลาอีกต่อไป หรือคอยกด Copy Paste และคลิกสลับหน้าเว็บไปมาให้ยุ่งยาก

006

สะดวกขึ้นเยอะ ต้องยอมรับเลยว่า Chrome เว็บเบราเซอร์ของ Google เป็นอะไรที่สารพัดประโยชน์จริงๆ สำหรับใครที่เคยประสบปัญหาเวลาไปอ่านบทความต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งก็ต้องอาศัยเครื่องมือแปลภาษาอย่าง Google Translate คอยแปลคำหรือประโยคที่เราไม่รู้อยู่ตลอด แต่การที่ต้องคอยมาลากคำ คอยกด Copy Paste และคลิกสลับหน้าเว็บไปมา คงเป็นอะไรที่ยุ่งยากพอสมควร แต่จะดีแค่ไหน หากเราสามารถใช้เมาส์ลากคำ เพื่อแปลภาษาจากหน้าเว็บได้โดยตรง ไม่ต้องคอยมาเปิด–ปิดให้เสียเวลาอีกต่อไป How to day รอบนี้จึงขอเสนอ “ลากเมาส์แปลภาษา จากหน้าเว็บโดยตรงด้วย Chrome” ใช้ส่วนขยายของเว็บให้เป็นประโยชน์ดังนี้

001

ไปที่ Chrome Store (พิมพ์จากหน้า Google.com เลยก็ได้) ค้นหาส่วนขยายหรือแอพฯ ของ Chrome ที่ชื่อว่า Google Translate จากนั้นให้ทำการติดตั้งให้เรียบร้อย

002

หลังติดตั้งเสร็จ ก็จะมี Icon ตัวแอพฯ ปรากฎอยู่ที่มุมบนขวามือของเว็บเบราเซอร์ และหลังจากนี้ เวลาไปเข้าเว็บของต่างประเทศที่ไหน เมื่อเราลองลากคำที่ต้องการแปล ก็จะมีรูปไอคอน Google Translate โผล่อยู่บริเวณนั้น

003

เมื่อกดที่ไอคอน ก็จะมีหน้าต่างเล็กๆ ปรากฏเป็นคำแปลจาก Google Translate ในนี้เลย เป็นอันว่า ต่อไปเราไม่ต้องไล่สลับหน้าเว็บแบบเมื่อก่อนอีกต่อไป

004

นอกจาก จะแปลคำได้แล้ว เรายังสามารถลากเมาส์คลุมทั้งประโยคหรือย่อหน้าก็ยังได้ โดยการกดคลิกขวา แล้วเลือกไปที่ Google แปลภาษา มันก็จะเข้าสู่หน้า Google Translate ที่เราคุ้นเคยอย่างรวดเร็ว

005

แถมพิเศษ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า Google Translate มันยังดูเรียบๆ ไป และมีจุดบอดอยู่เล็กน้อย ดังนั้นผมจึงขอแนะนำแอพฯ หรือส่วนขยายอีกหนึ่งตัวที่ทำงานคล้ายๆกัน (แต่ดีกว่า) คือ Xtranslate โดยสามารถไปโหลดติดตั้งได้จาก Chrome Store เช่นเดียวกัน

006

สำหรับแอพฯ ตัวนี้ จะมีความสามารถมากกว่า Google Translate พอสมควร อย่างการปรับสีหรือขนาดของตัวอักษรได้ ปรับรูปแบบกรอบสี่เหลี่ยมที่ใช้แปลได้ และสามารถลากคลุมประโยคแล้วแปลในหน้านั้นได้เลย (ขณะที่อีกตัว ได้บ้างไม่ได้บ้าง) แต่มีส่วนที่สำคัญอีกอย่างคือ การแปลของ Xtranslate สามารถใช้ฐานข้อมูลตัวอื่น นอกเหนือจาก Google Translate ได้ด้วย

ที่มา : จากนิตยสาร Comtoday คอลัมณ์ How to day ประจำฉบับที่ 514

ที่มา :Sanook