วิจารณ์วัดดังเชียงใหม่ เปิดบริการแบบโรงแรมคืนละ 600 สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ติงเหมาะหรือไม่

จากกรณีมีการตั้งประเด็นความเหมาะสมของวัดอู่ทรายคำ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่กำลังทำการก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น ตั้งประชิดและสูงกว่าหอไตรที่สร้างจากไม้เกือบทั้งหลัง อายุเก่าแก่กว่าร้อยปี โดยจากการตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างดังกล่าวได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ทว่าได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว จนมีประชาชนร้องเรียนและถูกสั่งระงับก่อสร้าง เมื่อวันที่ 22 ส.ค.59 ที่ผ่านมา  นอกจากนี้ชาวเชียงใหม่ยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า วัดมีการใช้อาคารสูง 3 ชั้นที่มีอยู่เดิมของวัดเปิดให้บริการห้องพักหรือไม่ หลังจากที่มีผู้โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรม ทั้งจากการจัดวางเตียงที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รวมทั้งยังได้มีการโพสต์ภาพที่ดูคล้ายระเบียบเกี่ยวกับการใช้ห้องพักด้วย ซึ่งระบุว่าเป็น “ศูนย์ที่พักอาคันตุกะสงฆ์ และผู้ติดตาม” และยังมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ตลอดจนมีการระบุเกี่ยวกับบริการนวดแผนโบราณด้วย เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้แจ้งข้อมูลว่ามีการโพสต์ข้อความและภาพเป็นจำนวนมากในเพจเฟซบุ๊ค “วัดอู่ทรายคำ จ.เชียงใหม่” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ภาพ พร้อมกับข้อความแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้คนที่เข้าพักในห้องพัก ที่มีการตกแต่งอย่างดีและสวยงาม พร้อมทั้งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโทรทัศน์,เครื่องปรับอากาศ,เครื่องทำน้ำอุ่น หรือแม้แต่อ่างอาบน้ำ ตลอดจนมีบริการอาหารเช้าด้วย โดยผู้ที่เข้าพักมีทั้งพระสงฆ์ และคนทั่วไป ซึ่งมีคนที่เข้าพักเป็นหมู่คณะหรือครอบครัวที่ประกอบทั้งผู้ชาย,ผู้หญิง และเด็กด้วย  ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวพบว่า มีการโพสต์ภาพเกี่ยวกับการเข้าพักในห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรมเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องมาตลอดช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา โดยใช้เฟซบุ๊คส่วนตัวในการโพสต์ภาพและแสดงความรู้สึกจากการได้เข้าพัก ซึ่งผู้ที่โพสต์มีผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก โดยที่โพสต์เกือบทั้งหมดต่างแสดงความรู้สึกในเชิงประทับใจกับการได้เข้าพักและได้รับบริการที่ดี พร้อมทั้งมีบางรายที่เชิญชวนให้คนรู้จักหรือพรรคพวกเพื่อนฝูงที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เข้าใช้บริการพักที่เดียวกัน  ตัวอย่าง เช่น “ถึงที่พักแล้วจร้า:-) แนะนำเลยจร้าที่พักประจำของที่บ้านเลย วัดอู่ทรายคำ อยู่ตรงประตูท่าแพเลยจ้า สะอาด สะดวก สบาย ที่จอดรถปลอดภัย ที่สำคัญได้อุดหนุนทางวัดเอาเงินเข้าวัดด้วยจ้า ใครสนใจเบอร์นี้โดยตรงกับทางวัดเลยจ้า คืนละ 600/ห้อง พร้อมอาหารเช้า (ราคาโดนใจพี่อย่างแรง) #ไม่มีค่านายหน้าใดๆทั้งสิ้นนะคะ ของเค้าดีจริงเลยบอกต่อ 089~555xxxx”, “ถึงและที่พักประจำ หาของกินดิรออะไร” , “มาพัก 3 คืน พึ่งจะได้รับของเช้าที่นี่ก็วันสุดท้ายนี่ล่ะ” , “ถึงที่พักแล้วครับ…คืนนี้นอนวัดนะรู้ยัง@เชียงใหม่” , “สวยจิงๆขอบอกเรย” , “เห็นแบบนี้แล้วใครๆคิดว่านี้เป็นโรงแรมแต่ไม่ใช่ 555+”, “คืนนี้นอนที่นี้แล้วกันโรงแรมวัดอู่ทรายคำ”, “ค่ำคืนนอนวัดนะ เห็นสวยๆ แบบนี้วัดนะแจ๊ะๆ มะใช่ โรงแรม”  ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า ในหลายโพสต์เป็นภาพของผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์ในอิริยาบถต่างๆ ระหว่างการเข้าพัก รวมทั้งการถ่ายภาพเซลฟี่ของพระสงฆ์รายหนึ่งขณะนอนอยู่บนเตียง แล้วโพสต์พร้อมข้อความว่า “ไม่มีคนนอนด้วยหะคนับ หนาวแอจริงเลยนะครับ” โดยหลังจากนั้นมีผู้ใช้เฟซบุ๊คที่เชื่อว่าน่าจะเป็นหญิงสาวเข้ามาแสดงความเห็นว่า “ห่มผ้าสิ5555” แล้วผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์รายดังกล่าวก็ตอบกลับไปว่า “ไม่มีคนกอดให้หายอุ่นนะน้อง…”

ทั้งนี้ ได้รับการชี้แจงจากทางลูกศิษย์วัดทางโทรศัพท์ว่า ในส่วนของอาคารที่ร้องเรียนและถูกระงับการก่อสร้างจากทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ทางวัดได้ยุติการก่อสร้างไว้แล้ว ส่วนกรณีการบริการห้องพักนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเปิดให้บริการในลักษณะเป็นโรงแรมที่พัก โดยยอมรับว่ามีการเปิดห้องให้พักจริง แต่ให้เป็นที่พักเฉพาะพระสงฆ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่น เจ็บป่วยจากต่างจังหวัดมารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ หรือมาติดต่อกิจธุระแล้วไม่มีที่พัก ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่เคยเปิดให้คนทั่วไปเข้าพัก โดยทั้งวัดมีพระจำพรรษาอยู่ทั้งหมด 6 รูป และไม่ขอให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติมแล้ว

แฟนเพจเฟซบุ๊คเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ได้ทำการแชร์โพสต์ของผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ค Saowakhon Sriboonruang ที่โพสต์ข้อความว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วันที่วัดสร้างอาคารใหม่ ติดกับหอไตรเก่าแก่งดงาม สูงตระหง่านค้ำหอไตร สูงกว่าเจดีย์ สูงกว่าวิหาร ฤาความเชื่อความยึดถือศรัทธา สิ้นมนต์ไปจากแผ่นดินล้านนาเสียแล้ว” พร้อมกับภาพถ่ายหอไตรที่สร้างจากไม้เกือบทั้งหลังอายุเก่าแก่ในวัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ติดกันนั้นทางวัดกำลังทำการก่อสร้างอาคารที่มีการขึ้นโครงสร้างเสาและเทพื้นแล้ว คาดว่าน่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 3 ชั้น และความสูงเบื้องต้นเท่ากันหรือสูงกว่าหอไตรแล้ว ซึ่งผู้ที่เห็นโพสต์ดังกล่าวต่างแสดงความเห็นว่า การสร้างอาคารสูงดังกล่าวค้ำหอไตรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่วัดเป็นผู้สร้างเอง
ต่อมาแฟนเพจเฟซบุ๊ค “จับตาเชียงใหม่” ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยการโพสต์แชร์ข่าว “หดหู่! ชุมชนโพสต์ภาพวัดเชียงใหม่สร้างตึกประชิดและสูงค้ำหอไตรไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี-เหยียบย่ำศรัทธา” และมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งในแง่ความเหมาะสมและการตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างอาคาร ขณะเดียวกันยังได้มีการโพสต์ภาพห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรม ทั้งจากการจัดวางเตียงที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รวมทั้งยังได้มีการโพสต์ภาพที่ดูคล้ายระเบียบเกี่ยวกับการใช้ห้องพักด้วย ซึ่งระบุว่าเป็น “ศูนย์ที่พักอาคันตุกะสงฆ์ และผู้ติดตาม”  และมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ตลอดจนมีการระบุเกี่ยวกับบริการนวดแผนโบราณด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

11 สิ่งที่ผู้ใช้ควรลบออกจากเฟซบุ๊ก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์ indy100.independent.co.uk ของประเทศอังกฤษรายงานถึงคำแนะนำในการใช้เฟซบุ๊กเพื่อความปลอดภัยโดยระบุถึง 11 สิ่งที่ผู้ใช้ควรลบออกจากเฟซบุ๊ก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของตนดังต่อไปนี้facebook

1.วันเกิด
ข้อมูลวันเกิดเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เมื่อรวมเข้ากับชื่อและที่อยู่ ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ในการเข้าถึงบัญชีธนาคารและข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ได้

2.เบอร์โทรศัพท์
ถ้าโชคดีคุณอาจได้รับสายจากคนสุภาพที่ชื่นชอบคุณ แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือสายจากพวกสะกดรอยโรคจิตที่จะโทรมารบกวนคุณอย่างไม่หยุดหย่อน

3.เพื่อนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์
โรบิน ดันบาร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่าจากการศึกษาพบว่าตามทฤษฎีแล้วมนุษย์สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่คงที่ได้กับคนจำนวน 150 คนโดยประมาณ
ดันบาร์ ศึกษาผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวน 3,375 คนพบว่าโดยเฉลี่ยผู้ใช้เหล่านี้จะมีเพื่อนจำนวน 4.1 คนที่คิดว่าสามารถพึ่งได้ และมีเพื่ออีกราว 13.6 คนที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจในช่วงเวลาที่เราอยู่ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตทางอารมณ์
ฉะนั้นรายงานจึงระบุว่าการลบผู้ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลยเป็นวิธีการที่ดีในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีความสุข

4.ภาพลูกๆของคุณ หรือสมาชิกครอบครัวที่เป็นเด็ก
วิกตอเรีย แนช ผู้อำนวยการสถาบันอินเตอร์เน็ตมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ตั้งคำถามสำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ระบุว่า “ข้อมูลอะไรที่เด็กๆ อยากเห็นเกี่ยวกับตัวเองในโลกออนไลน์ในอนาคต” นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาและเกี่ยวข้องกับสิทธิที่กฎหมายในบางประเทศให้ความคุ้มครองด้วย

5.สถานที่ๆลูกๆหรือเด็กๆสมาชิกครอบครัวไปโรงเรียน
ท่ามกลางสถานการณ์การล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน โดยล่าสุดระหว่างปี 2013-2014 เกิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากถึง 36,429 คดีในอังกฤษนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
สถิติดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กปกป้องเด็กๆ จากการเปิดเผยโรงเรียนที่เด็กๆ ต้องไป

6.โลเคชั่นเซอร์วิส
เว็บไซต์เทคครันช์ รายงานเมื่อปี 2558 ระบุว่ามีผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนที่ใช้เฟซบุ๊กผ่านทางอุปกรณ์มือถือ นั้นหมายถึงว่ามีผู้ใช้ถึง 500 ล้านคน ที่จะเปิดเผยสถานที่อยู่ของตนเองโดยอัตโนมัติ ให้กับผู้ที่อาจอยากจะทำร้ายคุณได้ล่วงรู้

7.เจ้านาย
ประเด็นคลาสสิก สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊ก โดยรายงานระบุว่า เฟซบุ๊ก เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ในบางขณะที่ผู้ใช้ต้องการใช้เพื่อการผ่อนคลาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เจ้านายสามารถเข้าถึงฟีดข่าวของคุณได้ เมื่อนั้นเจ้านายคุณก็สามารถเข้าถึงสเตตัสที่คุณโพสต์บ่น ที่รวมไปถึงเรื่องงานของคุณก็ได้

8.หยุดแท็กโลเคชั่น
ผู้ใช้มักลืมว่าการแท็กสถานที่ในสเตตัสต่างๆ ที่ตั้งขึ้นนั้นเปรียบเสมือนการให้ที่อยู่ของบ้านคุณโดยไม่รู้ตัว

9.เวลาและสถานที่ที่คุณไปเที่ยวพักผ่อน
เว็บไซต์ดิสอิส มันนีย์ เว็บไซต์ด้านการเงินระบุว่า นักท่องเที่ยวที่ถูกปล้นระหว่างการเดินทางในช่วงวันหยุดอาจไม่ได้รับการอนุมัติเงินประกันหากผู้เอาประกันโพสต์แผนการท่องเที่ยวผ่านโซเชียลมีเดีย เนื่องจากบริษัทประกันจะพิจารณาว่า ผู้เอาประกันไม่ได้ป้องกันตัวจากผู้ไม่ประสงค์ดีอย่างเพียงพอด้วยการโพสต์ข้อมูลต่อสาธารณะ

10.สถานะความสัมพันธ์
หากคุณอยากฉลองสถานะความสัมพันธ์ใหม่ อย่าทำในเฟซบุ๊ก เหตุผลหนึ่งก็คือผลจากการเปลี่ยนสถานะจาก “in a relationship” ไปยัง “single” นั้นจะทำให้คุณรู้สึกแย่มากกว่า

11.ข้อมูลเครดิตการ์ด
อย่าได้ลองทำเลยทีเดียว มันไม่ใช่ไอเดียที่ดี

ที่มา>>>มติชน