แชร์คลิปสุดซึ้ง หนุ่มนั่งเป่าขลุ่ยเพลงนี้ตรงป้ายรถเมล์ ฟังแล้วน้ำตาไหล

แชร์ว่อนออนไลน์อีกคลิปซาบซึ้ง โดยคุณที่รักไง จำไม่ได้หรอ ได้โพสต์คลิปนี้ในเฟซบุ๊ค ระบุว่า ในระหว่างที่เรากับเพื่อนกำลังนั่งรอรถเมลล์เพื่อที่จะกลับบ้านอยู่หน้าเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ก็ได้ยินเสียงขลุ่ยเป่าเป็นเพลงดังแว่วขึ้นมาตอนแรกก็นั่งนึกว่าเพลงอะไรทำไมคุ้นจัง พอท่อนที่สองดังขึ้น เรากับเพื่อนนี่ขนลุกเลยค่ะ น้ำตาจะไหล #เชื่อว่าคนไทยทุกคนรักพ่อที่ชื่อภูมิพล

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดสลด! แม่เฒ่าร่ำไห้ไม่มีเงินทำศพลูกชายป่วยตัว ทั้งบ้านมีแค่ 620 บาท

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ เซียน โฟน ได้โพสต์เรื่องราวสุดสะเทือนใจ เมื่อแม่สุดรันทดไม่มีเงินทำศพลูกชายป่วยตาย เพราะมีเงินติดตัวแค่ 620 บาทเท่านั้น14516365_921312961308480_789709845212321988_nโดยผู้โพสต์ระบุว่า “แม่และญาติไม่ค่อยมีเงินทำศพลูกชาย ป่วยเป็นโรคเชื้อราในสมอง” ใครที่อ่านโพสต์นี้ก็ช่วยแชร์ต่อด้วยครับ

เมื่อเวลา 16.40 น.ผมได้รับการร้องขอให้ไปรับศพจากโรงพยาบาลหล่มสักให้ไปส่งที่วัดไตรภูมิ ม.4 ต.สักหลง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งไปถึงวัดนั้นต้องทำความสะอาดเพราะมีคราบโคลนจำนวนมากเนื่องจากต้นเดือนที่แล้วได้เกิดอุทกภัย เจ้าหน้าที่ป้องกันสักหลง พร้อมรถน้ำฉีดน้ำทำความสะอาด และมีเจ้าหน้า อบต.สักหลงร่วมด้วย หลังจากนั้นได้นิมนต์พระมาสวดก่อนนำศพเข้าโรงศพ ทำไปตามประเพณี ตามมีตามเกิด14500378_921313067975136_5641285801472199507_o“วันนี้ตั้งศพ นาย ประกาศิต พันโยสี บำเพ็ญกุศล เป็นคืนแรก”

“ก่อนจะเสร็จภาระกิจผมเห็นยายล้วงเงินในกระเป๋ามีทั้งหมด 500 บาท และยื่นมาให้ พวกผม แต่ได้ปฏิเสธไป ตามคำสาบานตน ก่อนรับบัตรอาสาสมัคร เพราะผมเห็นเงินในกระเป๋ายายทั้งหมดมี 620 บาท ญาติพี่น้องไม่ค่อยจะมี ผู้ตายนี่เป็นลูกชายเดียวของยาย”14543944_921313061308470_5085445980040835267_oใครอยู่ใกล้เข้าไปดูเข้าไปช่วยเหลือยายแกบ้างนะครับ คนละเล็กละน้อยช่วยบรรเทากันไป ผมเชื่อในโลกนี้มีคนอยากช่วยเหลือคน แต่ไม่มีโอกาส แต่โอกาสนี้มาถึงแล้ว ช่วยกันนะครับ พี่ๆเพื่อนๆน้องๆทุกคน

ท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือ หรือเป็นเจ้าภาพสวดศพ ติดต่อ 082-2282938 : คุณโหน่ง วัดไตรภูมิ ม.4 ต.สักหลง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ คนละ 1 ไลท์ 1 แชร์ = ได้ผลบุญ ใครที่อ่านใครที่ได้รู้เรื่องแล้ว ได้โปรดช่วยกันแชร์ด้วยครับ ช่วยๆกันนะครับ เลขที่บัญชีธนาคาร ธกส.สาขาหล่มสัก : 020020663016 นางบรรทึก ศรีสว่าง

นายทิวากร หรือโหน่ง คุณประเสริฐ อุปนายกสมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนภูมิภาค กล่าวว่า เรื่องนี้สะเทือนใจมาก เพราะพ่อของผู้ตายบวชเป็นพระ แม่ก็มีฐานะยากจน อยู่ในบ้านที่ผุพังและทรุดโทรมมาก จึงอยากให้ผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการเป็นเจ้าภาพสวดศพนายประกาศิตติดต่อมาที่วัดไตรภูมิได้ หรือบริจาคเงินช่วยเหลือคุณยายบรรทึกได้ที่เบขบัญชีดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

ไอ้หื่นบุกบ้านเด็กสาว ใช้ไม้คมแฝกฟาดหัว-หวังขืนใจ เหยื่อฮึดสู้-จิกตาจนคนร้ายหนีกระเจิง

ภัยสังคมยังอาละวาดไม่หยุดหย่อน ผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อคุณ Ingfah ได้โพสต์เตือนภัยสาวๆให้ระวังโดนคนร้ายบุกขืนใจแบบที่หลานสาวโดน แต่ฮึดสู้จนรอดเงื้อมือคนร้ายมาได้ เหตุเกิดที่จ.สุพรรณบุรี โดยระบุว่า เล่าเบื้องต้นเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยสำหรับทุกคนค่ะ น้องโบว์เก่งมากที่มีสติสู้ไม่ถูกข่มขืนและเอาชีวิตรอดมาได้ เหตุเกิดเมื่อคืน (11 ก.ย.) ประมาณ 1 ทุ่ม (หัวค่ำเอง) น้องโบว์อยู่บ้านคนเดียว มีผู้ชาย (ตำรวจรู้ตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว) สันนิษฐานว่ารู้ความเคลื่อนไหวของน้องโบว์ ว่าโบว์กับคุณแม่อยู่บ้านกันแค่ผู้หญิง 2 แม่ลูก อาศัยจังหวะน้องโบว์อยู่คนเดียว เข้ามาแอบอยู่ในบ้านหวังจะข่มขืนน้องโบว์ เข้าด้านหลังเอาไม้คมแฝกกระหน่ำตีหัวน้องโบว์ไม่ยั้ง (เย็บ7เข็ม เอามือป้องหัวจนกระดูกนิ้วมือแตก แขนช้ำ เลือดอาบตัว) จนน้องโบว์ต้องแกล้งสลบ ถึงหยุดเอาไม้ตีน้องโบว์ (โบว์ได้ยินเสียงเดาเหตุการณ์พยายามหาวิธิรอดชีวิต) ต่อมาวางไม้ เอาหมอนกดหน้า และพยายามจะถอดกางเกง (***จุดนี้น้องโบว์ระวังตัวตลอด เนื่องจากพ่อ แม่ได้เตือนให้ระวังภัยจนเป็นนิสัย น้องโบว์ใส่กางเกงยีนส์ขาสั้นข้างใน และสวมกางเกงวอร์มโรงเรียนทับอีกที สามารถยื้อเวลาโจรเพื่อคิดหาวิธีเอาชีวิตรอดได้ดี) จังหวะโจรเผลอตัวพยายามถอดกางเกงน้องโบว์เอามือควานหาของใกล้ตัวตีสู้กับโจร โจรได้บีบคอน้องโบว์ (ทุกครั้งหวังฆ่าเอาชีวิต) น้องโบว์สู้มือปัดตีและจิกตาจนโจรถอยวิ่งหนีออกไป น้องโบว์นอนจมกองเลือดพยายามหาโทรสัพท์โทรให้คนมาช่วยเร็วที่สุดเพราะกลัวว่าโจรจะหวนคืนกลับมา ตอนนี้รู้ตัวคนร้ายแล้ว รอตำรวจเรียกตัว ฝากตัวอย่างเรื่องของน้องโบว์เป็นกรณีเตือนใจทุกๆคนด้วยค่ะ กรณีฆ่าข่มขืน ที่เห็นในข่าวอาจจะเกิดขึ้นกับเรากับคนใกล้ตัวเราตอนไหนเวลาไหนก็ได้ อย่าไว้ใจใครเด็ดขาดแม้คนที่ยิ้มทักทาย หรือคนที่รู้จักกันมานาน พ่อแท้ๆข่มขืนลูกก็เยอะแยะคะ ความชั่วที่มันกระทำหมายถึงความเป็นความตายชีวิตเรา มีสติและระวังตัวอยู่ตลอดนะค่ะ ภัยอาจจะเกิดขึ้นได้อีกไม่ใช่แค่ฟาดเคราะห์ เป็นห่วงทุกคนนะค่ะ

ที่มา>>>ข่าวสด

วิจารณ์วัดดังเชียงใหม่ เปิดบริการแบบโรงแรมคืนละ 600 สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ติงเหมาะหรือไม่

จากกรณีมีการตั้งประเด็นความเหมาะสมของวัดอู่ทรายคำ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่กำลังทำการก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น ตั้งประชิดและสูงกว่าหอไตรที่สร้างจากไม้เกือบทั้งหลัง อายุเก่าแก่กว่าร้อยปี โดยจากการตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างดังกล่าวได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ทว่าได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว จนมีประชาชนร้องเรียนและถูกสั่งระงับก่อสร้าง เมื่อวันที่ 22 ส.ค.59 ที่ผ่านมา  นอกจากนี้ชาวเชียงใหม่ยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า วัดมีการใช้อาคารสูง 3 ชั้นที่มีอยู่เดิมของวัดเปิดให้บริการห้องพักหรือไม่ หลังจากที่มีผู้โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรม ทั้งจากการจัดวางเตียงที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รวมทั้งยังได้มีการโพสต์ภาพที่ดูคล้ายระเบียบเกี่ยวกับการใช้ห้องพักด้วย ซึ่งระบุว่าเป็น “ศูนย์ที่พักอาคันตุกะสงฆ์ และผู้ติดตาม” และยังมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ตลอดจนมีการระบุเกี่ยวกับบริการนวดแผนโบราณด้วย เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้แจ้งข้อมูลว่ามีการโพสต์ข้อความและภาพเป็นจำนวนมากในเพจเฟซบุ๊ค “วัดอู่ทรายคำ จ.เชียงใหม่” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ภาพ พร้อมกับข้อความแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้คนที่เข้าพักในห้องพัก ที่มีการตกแต่งอย่างดีและสวยงาม พร้อมทั้งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโทรทัศน์,เครื่องปรับอากาศ,เครื่องทำน้ำอุ่น หรือแม้แต่อ่างอาบน้ำ ตลอดจนมีบริการอาหารเช้าด้วย โดยผู้ที่เข้าพักมีทั้งพระสงฆ์ และคนทั่วไป ซึ่งมีคนที่เข้าพักเป็นหมู่คณะหรือครอบครัวที่ประกอบทั้งผู้ชาย,ผู้หญิง และเด็กด้วย  ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวพบว่า มีการโพสต์ภาพเกี่ยวกับการเข้าพักในห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรมเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องมาตลอดช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา โดยใช้เฟซบุ๊คส่วนตัวในการโพสต์ภาพและแสดงความรู้สึกจากการได้เข้าพัก ซึ่งผู้ที่โพสต์มีผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก โดยที่โพสต์เกือบทั้งหมดต่างแสดงความรู้สึกในเชิงประทับใจกับการได้เข้าพักและได้รับบริการที่ดี พร้อมทั้งมีบางรายที่เชิญชวนให้คนรู้จักหรือพรรคพวกเพื่อนฝูงที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เข้าใช้บริการพักที่เดียวกัน  ตัวอย่าง เช่น “ถึงที่พักแล้วจร้า:-) แนะนำเลยจร้าที่พักประจำของที่บ้านเลย วัดอู่ทรายคำ อยู่ตรงประตูท่าแพเลยจ้า สะอาด สะดวก สบาย ที่จอดรถปลอดภัย ที่สำคัญได้อุดหนุนทางวัดเอาเงินเข้าวัดด้วยจ้า ใครสนใจเบอร์นี้โดยตรงกับทางวัดเลยจ้า คืนละ 600/ห้อง พร้อมอาหารเช้า (ราคาโดนใจพี่อย่างแรง) #ไม่มีค่านายหน้าใดๆทั้งสิ้นนะคะ ของเค้าดีจริงเลยบอกต่อ 089~555xxxx”, “ถึงและที่พักประจำ หาของกินดิรออะไร” , “มาพัก 3 คืน พึ่งจะได้รับของเช้าที่นี่ก็วันสุดท้ายนี่ล่ะ” , “ถึงที่พักแล้วครับ…คืนนี้นอนวัดนะรู้ยัง@เชียงใหม่” , “สวยจิงๆขอบอกเรย” , “เห็นแบบนี้แล้วใครๆคิดว่านี้เป็นโรงแรมแต่ไม่ใช่ 555+”, “คืนนี้นอนที่นี้แล้วกันโรงแรมวัดอู่ทรายคำ”, “ค่ำคืนนอนวัดนะ เห็นสวยๆ แบบนี้วัดนะแจ๊ะๆ มะใช่ โรงแรม”  ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า ในหลายโพสต์เป็นภาพของผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์ในอิริยาบถต่างๆ ระหว่างการเข้าพัก รวมทั้งการถ่ายภาพเซลฟี่ของพระสงฆ์รายหนึ่งขณะนอนอยู่บนเตียง แล้วโพสต์พร้อมข้อความว่า “ไม่มีคนนอนด้วยหะคนับ หนาวแอจริงเลยนะครับ” โดยหลังจากนั้นมีผู้ใช้เฟซบุ๊คที่เชื่อว่าน่าจะเป็นหญิงสาวเข้ามาแสดงความเห็นว่า “ห่มผ้าสิ5555” แล้วผู้ที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์รายดังกล่าวก็ตอบกลับไปว่า “ไม่มีคนกอดให้หายอุ่นนะน้อง…”

ทั้งนี้ ได้รับการชี้แจงจากทางลูกศิษย์วัดทางโทรศัพท์ว่า ในส่วนของอาคารที่ร้องเรียนและถูกระงับการก่อสร้างจากทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ทางวัดได้ยุติการก่อสร้างไว้แล้ว ส่วนกรณีการบริการห้องพักนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเปิดให้บริการในลักษณะเป็นโรงแรมที่พัก โดยยอมรับว่ามีการเปิดห้องให้พักจริง แต่ให้เป็นที่พักเฉพาะพระสงฆ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่น เจ็บป่วยจากต่างจังหวัดมารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ หรือมาติดต่อกิจธุระแล้วไม่มีที่พัก ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่เคยเปิดให้คนทั่วไปเข้าพัก โดยทั้งวัดมีพระจำพรรษาอยู่ทั้งหมด 6 รูป และไม่ขอให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติมแล้ว

แฟนเพจเฟซบุ๊คเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ได้ทำการแชร์โพสต์ของผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ค Saowakhon Sriboonruang ที่โพสต์ข้อความว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วันที่วัดสร้างอาคารใหม่ ติดกับหอไตรเก่าแก่งดงาม สูงตระหง่านค้ำหอไตร สูงกว่าเจดีย์ สูงกว่าวิหาร ฤาความเชื่อความยึดถือศรัทธา สิ้นมนต์ไปจากแผ่นดินล้านนาเสียแล้ว” พร้อมกับภาพถ่ายหอไตรที่สร้างจากไม้เกือบทั้งหลังอายุเก่าแก่ในวัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ติดกันนั้นทางวัดกำลังทำการก่อสร้างอาคารที่มีการขึ้นโครงสร้างเสาและเทพื้นแล้ว คาดว่าน่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 3 ชั้น และความสูงเบื้องต้นเท่ากันหรือสูงกว่าหอไตรแล้ว ซึ่งผู้ที่เห็นโพสต์ดังกล่าวต่างแสดงความเห็นว่า การสร้างอาคารสูงดังกล่าวค้ำหอไตรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่วัดเป็นผู้สร้างเอง
ต่อมาแฟนเพจเฟซบุ๊ค “จับตาเชียงใหม่” ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยการโพสต์แชร์ข่าว “หดหู่! ชุมชนโพสต์ภาพวัดเชียงใหม่สร้างตึกประชิดและสูงค้ำหอไตรไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี-เหยียบย่ำศรัทธา” และมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งในแง่ความเหมาะสมและการตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างอาคาร ขณะเดียวกันยังได้มีการโพสต์ภาพห้องพักที่ดูคล้ายห้องพักโรงแรม ทั้งจากการจัดวางเตียงที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รวมทั้งยังได้มีการโพสต์ภาพที่ดูคล้ายระเบียบเกี่ยวกับการใช้ห้องพักด้วย ซึ่งระบุว่าเป็น “ศูนย์ที่พักอาคันตุกะสงฆ์ และผู้ติดตาม”  และมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ตลอดจนมีการระบุเกี่ยวกับบริการนวดแผนโบราณด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

สลดใจ ลูกสาววัย 39 กับแม่วัย 75 กินยาตายทั้งคู่คาเก๋ง เผยโพสต์สุดท้ายเครียดแม่ป่วยอัมพฤกษ์

เหตุการณ์สลดใจดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 1 ก.ย. พ.ต.ต.ภูเบศ ทองเหี่ยง สว.ส.สภ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตภายในรถเก๋งยาริส ซึ่งจอดอยู่บริเวณศาลาเอนกประสงค์ ชุมชนหน้าสถานีรถไฟบ้านนาสาร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน กร 9836 สุราษฎร์ธานี จอดอยู่ โที่เบาะคู่หน้าพบผู้เสียชีวิต 2 รายนอนตายอยู่สภาพศพเริ่มขึ้นอืด ตรวจสอบพบว่าคือน.ส.อภิลภัฎฐ์ รักษายศ อายุ 39 ปี นอนตายตรงที่นั่งคนขับ ส่วนที่เบาะข้าง พบศพนางผึ้ง รักษายศ อายุ 75 ปี แม่ของน.ส.อภิลภัฎฐ์นอนหงายเสียชีวิต ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลการถูกทำร้าย เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน  พ.ต.ต.ภูเบศ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนญาติของผู้เสียชีวิตทั้งคู่ ทราบว่า ได้มีการแจ้งความคนหาย และประกาศตามหาทั้งคู่ไว้ที่ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี โดยทั้งสองได้หายออกจากบ้านพักในตัวเมืองสุราษฎร์ธานีไปตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งวันนี้ถึงมีผู้มาพบว่าทั้งคู่เป็นศพเสียชีวิตอยู่ภายในรถเก๋งของตัวเอง พ.ต.ต.ภูเบศกล่าวว่า สำหรับสาเหตุนั้นตำรวจสันนิษฐานว่า อาจจะมาจากน.ส.อภิลภัฎฐ์มีความเครียดเรื่องที่นางผึ้ง ผู้เป็นแม่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์มานาน จึงพากันขับรถเก๋งออกมาจากบ้าน แล้วมาจอดในบริเวณที่เกิดเหตุ จากนั้นทั้งคู่อาจกินยาบางชนิดจนเกิดขนาด เพื่อหวังฆ่าตัวตาย เนื่องจากภายในรถพบถุงยาและซองยาหลายชนิด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะนำยาที่พบไปตรวจสอบ และนำศพส่งไปชันสูตรหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเฟซบุ๊คของน.ส.อภิลภัฎฐ์ ได้โพสต์เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นภาพนางผึ้งนั่งบนรถเข็น แล้วระบายความในใจว่า รู้สึกเหนื่อยล้า ระบุว่า “น่าสงสารจังนิ คนป่วยหาท่าหลับ (เมื่อคืนไม่ยอมนอน) เราคนเฝ้า..คิดดู..ได้หลับมั้ย? คือตอนนี้เพลียร่างอย่างแรงงงง”

ที่มา>>>ข่าวสด

แฟนหนุ่มเปลี่ยนโปรไฟล์เป็นสีดำไว้อาลัย เปิดภาพ”ครูอิ๋ว”ที่ทั้งน่ารักและสดชื่น #อาลัยครูอิ๋ว

หลังจากที่ตำรวจบช.ภาค 1 คุมตัวนายชาตรี ร่วมสูงเนิน อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาขืนใจฆ่าน.ส.จุฬารัตน์ หรือครูอิ๋ว โทวรรณา อายุ 26 ปี ที่ห้องพักในอ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยนายชาตรีให้สัมภาษณ์ไม่สะทกสะท้านว่ามีเจตนาเข้าไปลักทรัพย์และจะขืนใจผู้ตาย แต่ผู้ตายขัดขืนจึงต้องเชือดคอ ขณะที่ญาติพี่น้องได้ทำศพครูอิ๋วกลับไปบำเพ็ญกุศาลที่บ้านเกิดที่จ.ร้อยเอ็ดแล้วผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ต.ธเนศ แก้วหาย นักเรียนนายร้อยอบรม ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของครูอิ๋ว ได้ไว้อาลัยต่อการสูญเสียแฟนสาว โดยการเปลี่ยนโปรไฟล์เฟซบุ๊คเป็นสีดำ โดยภาพด้านหลังเป็นภาพที่ไปเที่ยวพักผ่อนทะเลกับครูอิ๋ว

เพื่อนๆร่วมคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นเพื่อนของครูอิ๋วได้โพสต์ไว้อาลัยการจากไปของครูอิ๋วกันอย่างล้นหลาม นอกจากนี้ยังมีเพื่อนและญาติๆ เข้าไปเขียนคำไว้อาลัยต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับจองครูอิ๋ว และเรียกร้องให้มีการลงโทษผู้ต้องหาให้สาสมกับความผิด นอกจากนี้เพื่อนๆมมส. ยังพร้อมใจกับเปลี่ยนโปรไฟล์เฟซบุ๊คเป็นสีดำ และเขียนคำว่าอาลัย หรือ Rip. กันเป็นจำนวนมาก และยังมีเพื่อนอีกหลายคนโพสต์ภาพครูอิ๋วแล้วเขียน RIP. กันเพื่อแสดงความไว้อาลัย

ที่มา>>>ข่าวสด