Facebook กำลังจะมีโมเดลแบ่งสัดส่วนรายได้ให้กับผู้ใช้

ข่าวดีของคนใช้ เพราะ Facebook กำลังพิจารณาโมเดลที่จะให้ incentive แก่กลุ่มที่ผลิตคอนเทนต์บนโลกโซเชียล

hands-woman-laptop-notebook

Carolyn Everson รองประธานด้านการตลาดทั่วโลก ให้เหตุผลว่า คอนเทนต์คือส่วนที่สำคัญอย่างมากทั้งต่อFacebook และ Instagram เราอยากเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่รองรับการผลิตคอนเทนต์ และพยายามหาทางที่แตกต่างเพื่อช่วยให้คนผลิตหารายได้จากคอนเทนต์เหล่านั้น จึงเกิดโมเดลแบ่งสัดส่วนรายได้นี้ขึ้นมา

โดยกลุ่มที่ Facebook มองไว้ว่าจะแบ่งรายได้คือ ข่าว กีฬา คนมีชื่อเสียง และอาจจะมีประเภทอื่นอีก Facebook ยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจน

จากตัวเลข active user ที่มีอยู่ 400 ล้านคน พบว่ามีการเติบโตของ Instagram สูงกว่า Facebook ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากนักการตลาดที่แต่เดิมใช้ Facebook เริ่มใช้ Instagram ร่วมด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมไปมาระหว่างสองแพลตฟอร์ม

นักวิเคราะห์ฟันธงว่า Instagram คือปัจจัยหลักของการเติบโตของ Facebook  โดยคาดการณ์ว่ารายได้จากการซื้อโฆษณาของ Instagram จะมีค่าประมาณ 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 55 พันล้านบาท) หรือคิดเป็น 15% จากรายได้ทั้งหมดของ Facebook

ที่มา : adage

อินเทล เผยเทคโนโลยีที่เริ่มยุคใหม่คอมพิวเตอร์ ในคอมพิวเท็กซ์ 2016

อินเทลเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรม ที่งานคอมพิวเท็กซ์ 2016 ไต้หวัน ชูการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะ คลาวด์แอพพลิเคชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ รวมทั้งโปรเซสเซอร์ Core i7 Extreme Edition…

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ภายในงานคอมพิวเท็กซ์ ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน อินเทล คอร์ปอเรชั่น นำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อดีไวซ์อัจฉริยะกว่าพันล้านชิ้น บริการใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล รวมไปถึงคลาวด์แอพพลิเคชั่น ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) จะส่งมอบประสบการณ์แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจให้กับชีวิต รวมทั้งปูทางสู่ยุคใหม่แห่งเทคโนโลยีของการประมวลผล การเริ่มต้นสู่ยุคใหม่นี้ กำหนดได้จากวงจรที่เกื้อหนุนการเติบโต (virtuous cycle of growth) ที่ผู้คนและธุรกิจสามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากโซลูชั่นที่ทำงานบนอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อ รวมไปถึงเครือข่ายและคลาวด์

ไดแอน ไบรอันท์ รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทอินเทล

ในงานคอมพิวเท็กซ์ปีนี้ ไดแอน ไบรอันท์ รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และ นาวิน เชนอย รองประธานบริษัทและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มอุปกรณ์ประมวลผล ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนวงจรที่เกื้อหนุนการเติบโตนี้ต่อไป

นาวิน เชนอย รองประธานบริษัทและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มอุปกรณ์ประมวลผล บ.อินเทล

อินเทลนำเสนอผลิตภัณฑ์ในตระกูล Intel Xeon processor E3-1500 v5 ซึ่งเป็นการนำเอาประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ในตระกูลอินเทล ซีออน โปรเซสเซอร์ มาผสานกับสมรรถนะด้านกราฟิกของ Intel Iris Pro graphics P580 หน่วยประมวลผลกราฟิกที่ดีที่สุดของอินเทล ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลนี้จะช่วยให้ผู้บริการสามารถส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบวีดิโอได้มากขึ้น ในขณะที่ใช้เซิร์ฟเวอร์จำนวนเท่ากัน เป็นการช่วยลดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ และลดการใช้พลังงาน

อินเทลได้สาธิตการไลฟ์สตรีมวีดิโอแบบเสมือนจริง 360 องศา ด้วยการถ่ายทอดรายการคอนเสิร์ตดนตรีแจ๊ส ส่งตรงจาก Blue Note Jazz Club ในมหานครนิวยอร์ก มาที่งานคอมพิวเท็กซ์ ในรูปแบบความคมชัดระดับ 4K ผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่ประมวลผลด้วย Intel Xeon E3v5

อินเทลได้สาธิตการไลฟ์สตรีมวีดิโอแบบเสมือนจริง 360 องศา

และด้วยทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการประมวลผลข้อมูลขนาดมหึมา วิวัฒนาการของแมชชีน เลิร์นนิ่ง (Machine Learning) กำลังขยายตัวครอบคลุมในทุกรูปแบบของการประมวลผล นับตั้งแต่ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ ไปจนถึงสื่อประเภทต่างๆ และนวัตกรรมด้านสุขภาพ ในโอกาสนี้ อินเทลได้นำเสนอรายการผลิตภัณฑ์ทางด้านแมชชีน เลิร์นนิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ ในตระกูล Intel Xenon Phi ที่มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภค นอกจากนี้ อินเทลยังได้ริเริ่มทดลองระบบนำร่องของ Intel Xeon E5-2600v4 ที่มาพร้อมวงจร FPGA สำหรับแอพพลิเคชั่นแมชชีน เลิร์นนิ่ง อีกด้วย

ในงานคอมพิวเท็กซ์ อินเทลได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 processor Extreme Edition ที่เป็นหน่วยประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาของอินเทล โปรเซสเซอร์ตระกูลใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการในการทำงานแบบมหึมาของเหล่าเกมเมอร์ และนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลแบบ 10 คอร์ ที่มีเธรดได้มากถึง 20 เธรด ซึ่งรองรับการทำงานที่หนักหน่วงได้ในเวลาเดียวกัน และยังรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม เช่น การ์ดจอ และหน่วยความจำแบบ SSDs ได้มากถึง 40 PCIe lanes พร้อมด้วยเทคโนโลยี Intel Turbo Boost Max Technology 3.0 สามารถรองรับหน่วยความจำเพิ่มเติมได้แบบ Quad-Channel นอกจากนี้ยังสามารถทำการโอเวอร์คล็อก (overclock) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ซึ่งได้มีการทดสอบการทำโอเวอร์คล็อกในงานคอมพิวเท็กซ์ปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม HWBOT Overclock World Tour

โปรเซสเซอร์สำหรับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาของอินเทล

อินเทล ยังกล่าวถึงนวัตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล นั่นคือโปรเซสเซอร์อินเทล เจนเนอเรชั่น 7 ในชื่อโค้ดเนม คาบี้ เลค (Kaby Lake) โดยกล่าวถึงการพัฒนาในแง่ของประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน และสมรรถนะในการทำงานด้านกราฟิกและสื่อ ซึ่งเหมาะสำหรับอุปกรณ์ระดับพรีเมียม และพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่ธุรกิจพีซีซึ่งเป็นรากฐานของอินเทล และกลยุทธ์ของบริษัทในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกๆ ปี ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นว่าอินเทลสามารถสร้าง IP ที่สำคัญเพื่อสร้างนวัตกรรมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้อย่างไร

นอกจากการพัฒนาโปรเซสเซอร์ที่ขับเคลื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลประเภทต่างๆ แล้ว อินเทลยังได้นำ อินเทล คอร์ ไปใส่ในผลิตภัณฑ์ด้านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ในรูปแบบโซลูชั่นสำหรับตลาดค้าปลีก ป้ายโฆษณา ไอโอทีสำหรับอุตสาหกรรม และทางการแพทย์ โดย อินเทล ชี้ให้เห็นว่า อุปกรณ์ และสิ่งของต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในรถยนต์ ที่ทำงาน หรือที่ใดก็ตาม ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในธุรกิจพีซีและอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับคลาวด์

อินเทล ได้เปิดตัว Intel AnyWAN GRX 750 system-on-a-chip (SoC) และ Intel XWAY WAV500 Wi-Fi chipset ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ในตระกูล 11ac MU-MIMO Wi-Fi สำหรับโฮมเกตเวย์ (home gateways) เจนเนอเรชั่นที่ 5 โปรเซสเซอร์เจนเนอเรชั่นใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้โฮมเกตเวย์สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมมากยิ่งขึ้น ด้วยสมรรถนะของอินเทลแพลตฟอร์มทำให้การส่งผ่านข้อมูลโดยตรงหรือผ่านคลาวด์ การสร้างสรรค์สื่อและการแบ่งปันคอนเทนต์สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ นับตั้งแต่อุปกรณ์ความคมชัดสูงระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน ผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อของอินเทลได้สร้างรากฐานรองรับการเพิ่มจำนวนของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ รวมทั้งบริการอินเทอร์เน็ตผ่านคลาวด์ ซึ่งจะส่งมอบประสบการณ์ที่ปลอดภัยและมีความสะดวก สำหรับผู้ใช้งานในบ้านหรือธุรกิจขนาดเล็ก นอกจากนี้อินเทลยังสนับสนุนผู้ผลิตทั้ง OEMs และ ODMs ในการผลิตโฮมเกตเวย์ และจุดเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟ (Wi-Fi Access Points) ให้เพียงพอสำหรับผู้บริโภคในตลาดค้าปลีกโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 processor Extreme Edition

สำหรับกลุ่มธุรกิจขนส่ง อินเทลได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัทสัญชาติไต้หวัน Chunghwa Telecom และ SanJet Technology Corp. ในการริเริ่มการเชื่อมต่อบริการโทรสนเทศ (Telematics Service) ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Atom x3 processor สำหรับ IoT (หรือชื่อเดิมคือ SoFIA) ที่มีราคาย่อมเยา ซึ่งอุปกรณ์นี้จะช่วยให้สามารถออกแบบประกันภัยเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ขับรถ โดยขึ้นกับพฤติกรรมการขับขี่และการใช้รถยนต์ที่แตกต่างกัน อินเทลยังขยายขอบเขตการใช้งาน Intel Atom x3 processor ไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบพอยท์ ออฟ เซล (point-of-sale systems) แท็บเล็ตในโรงพยาบาล (healthcare tablets) และอุปกรณ์เฉพาะอุตสาหกรรม

ในขณะที่เทคโนโลยี 4 จี เป็นเรื่องของการส่งผ่านข้อมูลให้เร็วขึ้น แต่เทคโนโลยี 5 จี คือการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ รอบตัวเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงผู้คน และเชื่อมต่อกับคลาวด์ ผ่านระบบไร้สายที่ทรงพลัง เทคโนโลยี 5 จี จะพลิกโฉมรูปแบบการดำเนินชีวิตในการสร้างสังคมที่มีความอัจฉริยะและเชื่อมต่อกันมากขึ้น (Smart and Connected Society) ด้วยเมืองอัจฉริยะ (Smart City) รถยนต์ไร้คนขับ (Self-driving car) และขีดความสามารถการทำงานในอุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีเครือข่ายที่ทำงานได้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และมีความคล่องตัวมากพอที่จะสามารถรองรับปริมาณและความซับซ้อนของการส่งผ่านข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน จากการที่อุปกรณ์ต่างๆ ได้เชื่อมต่อกันมากขึ้น รวมทั้งบริการดิจิตอลใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นบูธของอินเทลในงานคอมพิวเท็กซ์ ไต้หวัน

อินเทล ได้ผลักดันการเปลี่ยนผ่านระบบเครือข่ายเพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านการสื่อสารให้มีความทันสมัย และพร้อมรองรับเทคโนโลยี 5 จี ในงานคอมพิวเท็กซ์ปีนี้ อินเทลยังได้ประกาศความร่วมมือกับ ฟ็อกซ์คอนน์ (FoxConn) ในการพัฒนาเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเครือข่าย เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านนี้ให้เร็วขึ้น ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือเพื่อกำหนดรูปแบบและเริ่มทดลองโครงการนำร่องสำหรับเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Mobile Edge Computing, Cloud Radio Access Network (CloudRAN) และ Network Functions Virtualization (NFV) ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายที่มีความฉลาดมากขึ้น มีประะสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และมีความยืดหยุ่น ด้วยความพยายามเหล่านี้ อินเทลและฟ็อกซ์คอนน์มุ่งหวังที่จะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถปรับโครงสร้างของเครือข่ายในปัจจุบันได้ง่ายขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค 5 จี.

ที่มา>>>Thairath