โจ๋ปฏิเสธไม่ได้ขืนใจด.ญ.13 แค่พาไปกักขังที่บ้าน รับรู้จักทางเฟซบุ๊กได้ 1 เดือน

จากกรณีที่ได้มีการแชร์ภาพของด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี สวมชุดเนตรนารีแล้วเกิดพลัดหลงกับญาติที่มารับข้าวสารอาหารแห้งในงานเทกระจาด ที่มูลนิธิสว่างเมตตานครราชสีมา เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อมานางจารุวรรณ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี แม่ของด.ญ.เอ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ล่าสุดเจอตัวด.ญ.เอแล้ว ในสภาพร่างกายที่อิดโรย และมีร่องรอยบอบช้ำตามร่างกายและบริเวณที่ลำคอ มีผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่บ้านหนองหญ้าขาว อำเภอสีคิ้ว นำตัวด.ญ.เอมาส่งให้กับครอบครัว เมื่อช่วงเวลา 12.30 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา เบื้องต้นทราบว่าด.ญ.เอไปกับเพื่อนที่รู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ค และมาเจอกันที่งานเทกระจาด หลังจากนั้นเพื่อนชายชวนให้นั่งรถกระบะไปขับรถเล่น ก่อนที่จะพาไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อำเภอสีคิ้ว กักขังไว้ภายในห้อง ไม่ได้ให้กินอาหาร ก่อนที่จะลงมือกระทำชำเราตลอด 2 วัน 1 คืน ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นางจารุวรรณ อายุ 41 ปี แม่ของด.ญ.เอ (นามสมมติ) วัย 13 ปี เดินทางเข้าขอบคุณนายสุเทพ ณัฐกานต์กนก ประธานกู้ภัยสว่างเมตตานครราชสีมา และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างเมตตา ที่ช่วยนำภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพลูกสาวของตน ขณะที่เดินเข้ามูลนิธิกับเด็กวัยรุ่นก่อนหายตัวไป และสามารถติดตามตัวกลับมาได้ ขณะเดียวกันทางมูลนิธิสว่างเมตตาก็ได้นำข้าวสารอาหารแห้ง และเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้กับครอบครัวนางจารุวรรณ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พ.ต.อ.ปฏิยุทธ สิงห์สมโรจน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวน ว่า หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนเด็กหญิงวัย 13 ปี ที่หายตัวไป ได้มีการกล่าวหาด.ช.บี (นามสมมติ) วัย 14 ปี ที่อาศัยอยู่ที่บ้านหนองหญ้าขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้ที่พาตนเองไปกักขังอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลา 2 วัน นั้น ล่าสุดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านหนองหญ้าขาว พร้อมด้วยเด็กชายบี (นามสมมติ) และบิดา เดินทางเข้าพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เบื้องต้นจากการสอบสวนด.ช.บี ให้การยอมรับว่าตนรู้จักกับด.ญ.เอ ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ประมาณ 1 เดือน และเดินทางมาเจอกันที่งานเทกระจาดก่อนที่จะพาด.ญ.เอไปนอนอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลา 1 คืน กับอีก 1 วันจริง แต่ไม่ได้กระทำชำเราด.ญ.บี เพียงแต่แค่กอดจูบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องรอผลการตรวจจากแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พร้อมทั้งจะต้องทำการสอบสวนด.ญ.เอ และด.ช.บี พร้อมกับเจ้าหน้าที่อัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา อีกครั้งหนึ่งในช่วงบ่ายวันนี้

ที่มา>>>ข่าวสด

เผยทั่วทุกภาคยังมีฝนต่อเนื่อง กทม.-ปริมณฑลช่วงบ่ายเตรียมรับมือฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80

 เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ระบุว่า ทั่วทุกภาคของประเทศ เว้นแต่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก นครนายก ปราจีนบุรี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนัก กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไป

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมตอนกลางของประเทศไทย ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกมีฝนในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ภาคเหนือมีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

 ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา
ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 กับมีฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรงบางแห่งตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไป อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส

ที่มา>>>ข่าวสด

เศร้าแฟนทิ้ง! สาวเมาคลั่งเผาบ้านตัวเอง เพื่อนบ้านช่วยดับวุ่น-หวิดไหม้ทั้งซอย

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 24 ส.ค. ร.ต.ท.เชาวลิต สุวรรณมณี รองสวป. สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งสาวเมาคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาเสื้อผ้าภายในห้องแถวกลางซอย 17 เฉลิมพระเกียรติ ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุชาวบ้านช่วยกันดับเพลิงไว้ได้ก่อนเจ้าหน้าที่จะมาถึง เหลือเพียงกลุ่มควันไหม้เล็กน้อย ส่วนผู้ก่อเหตุ ทราบชื่อเป็นหญิงสาววัย 37 ปี เจ้าของห้องพัก อยู่ในอาการเมาสุราอย่างหนัก พูดจาพร่ำเพ้อ ถูกคนรักทิ้ง ต้องอยู่คนเดียว

สอบถามเพื่อนบ้านเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้กลิ่นเหมือนมีใครเผาสิ่งของ จึงช่วยกันหาตามหา ก็พบห้องดังกล่าวไฟกำลังไหม้เสื้อผ้าอยู่จึงช่วยกันนำน้ำมาดับไฟเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง  ด้านหญิงสาวมือวางเพลิงครั้งนี้กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนทะเลาะกับแฟนหนุ่มอย่างหนักจนเลิกลากัน แต่เหตุที่ไฟไหม้ตนจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไป เบื้องตนเจ้าหน้าที่รับตัวไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ตั๊กแตนปาทังก้า-ฟักทองขายเกลื่อนชายแดนช่องอานม้า พ่อค้าแม่ค้าแห่ซื้อเอาไปขายต่อ

 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด่านช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านจากเขต อ.น้ำยืน อ.นาจะหลวย และพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง ต่างแห่ไปซื้อฝักทองและตั๊กแตนปาทังก้า ที่ชาวกัมพูชานำมาวางขาย เพื่อนำไปจำหน่ายต่อยังตลาดสดในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยฟักทองของกัมพูชาซื้อขายกันอยู่ที่ราคากิโลละ 3 บาท ส่วนแม่ค้าคนไทยจะไปขายต่อเท่าไหร่แล้วแต่ระยะทางการขนส่ง โดยฟักทองของกัมพูชา จะมี 2 เกรด เกรดแรกคือฟักทองที่เด็ดจากเถาว์แล้วมาตกค้างอยู่หลายวัน ส่วนอีกเกรดคือฟักทองที่เด็ดมาใหม่ๆยังไม่ทันข้ามคืน ราคาจะขยับมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ฟักทองลูกหนึ่ง จะมีน้ำหนักจะอยู่ที่ 7-8 กิโลกรัม ซึ่งที่ด่านช่องอานม้า จะมีซื้อขายฟักทองที่นำเข้าจากกัมพูชาทุกวันวันละหลายสิบตัน และตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ยังคงทยอยขนออกอย่างต่อเนื่อง ส่วนตั๊กแตน ก็มีพ่อค้าแม่ค้านำมาขายมากเช่นกัน เริ่มตั้งแต่ตัวที่มีปีกสีเขียวหรือที่เรียกว่า “ตั๊กแตนอีโม่” ลักษณะทั้งตัว หัว และปีกจะมีสีเขียว แบบนี้ถ้าตัวเล็กปีกบาง ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท บางรายจะแบ่งเป็นถุง ถุงละ 100 บาท แต่ถ้าต่อรองราคาได้ จะเหลือถุงละ 80 สองถุง 150 บาท เนื่องแม่ค้าตั๊กแตนมีหลายราย ทำให้เกิดการขายตัดราคากัน ส่วนตั๊กแตนอีกชนิดหนึ่ง ลำตัวมีลักษณะสีน้ำตาลอ่อน ตัวใหญ่ปีกจะดูแข็งแรงและยาวไปตลอดตามลำตัว ซึ่งนิยมนำมาทอดรับประทาน คือตั๊กแตน “ปาทังก้า” ชนิดนี้ราคาจะพุ่งขึ้นสูงอีกเท่าตัว คือกิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งแม่ค้าคนไทยนิยมนำมาทอดขาย ปรุงรสต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ และยังมีตั๊กแตนอีกชนิด ซึ่งเป็นตัวเล็กสีเขียวยังไม่มีปีกงอกออกมา ชนิดนี้เรียกว่าตั๊กแตนเสื้อกั๊ก ไม่เหมาะเอาไปทอดขาย เนื่องจากตัวยังอ่อนเกินไปทอดแล้วไม่อร่อย ตัวนี้จะขายรวมกันกับตั๊กแตนอีโม่สีเขียว สำหรับ ด่านช่องอานม้า เป็นชื่อของช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา เป็นจุดผ่อนปรนในการค้าขายและผ่านแดนระหว่างไทย-กัมพูชา

ที่มา>>>ข่าวสด

ตะลึงพรึงเพริด! ไข่มุกธรรมชาติขนาดมหึมา ชาวประมงปินส์ไม่รู้ล้ำค่า เก็บไว้ใต้เตียงมา 10 ปี

บีบีซีรายงานวันที่ 23 ส.ค. ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยถึงกรณีสุดฮือฮาที่ชาวประมงบนเกาะพาลาวันพบไข่มุกขนาดมหึมา และเชื่อว่าเป็นไข่มุกธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนัก 34 กิโลกรัม แต่ไม่รู้ว่ามันมีค่าขนาดนั้น จึงเก็บเอาไว้เป็นของนำโชคอยู่ใต้เตียงมานาน 10 ปี “เราตะลึงพรึงเพริดมากที่เขานำมาให้เรา ตอนนี้เราต้องการผู้เชี่ยวชาญอัญมณีมาตรวจสอบ แต่ตอนนี้เราชื่อว่ามันต้องเป็นไข่มุกล้ำค่าตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ไอลีน อมูเรา เจ้าหน้าที่จังหวัดพาลาวัน กล่าว

ไข่มุกดังกล่าวมีขนาดกว้าง 61 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร ถ้าพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าเป็นไข่มุกธรรมชาติ จะทำลายสถิติไข่มุกเล่าจื๊อที่มีน้ำหนัก 6.4 กิโลกรัม อีกทั้งน่าจะมีมูลค่าถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 ล้านบาทไข่มุกเล่าจื๊อ เจ้าของสถิติไข่มุกธรรมชาติใหญ่สุด หนัก 6.4 ก.ก.

ชาวประมงผู้ไม่ประสงค์เปิดเผยนาม บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าพบไข่มุกนี้อยู่ในหอยตลับขนาดใหญ่ยักษ์ ตอนที่ไปทอดสมอแล้วไปติดก้อนหินเข้าตอนเกิดพายุ จึงกระโดดลงไปดึงสมอออกแล้วนำหอยตลับนั้นขึ้นมาด้วย

แต่ชาวประมงรายนี้ก็ไม่คิดว่ามันจะล้ำค่าอะไรมากมาย จึงไปเก็บเป็นสิ่งของนำโชคไว้ใต้เตียงมาตลอด 10 ปี จนเมื่อกระท่อมไม้ถูกไฟไหม้ ชาวประมงรายนี้จึงหยิบไข่มุกที่เหลือรอดมาให้เจ้าหน้าที่ดู เบื้องต้นนี้เจ้าหน้าที่ตั้งใจจะเก็บไข่มุกไว้จัดแสดงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ที่มา>>>ข่าวสด

กลิ่นเหม็นเน่าโชย!! ชาวบ้านทนไม่ไหวเข้าไปดู-ผงะเจอศพขึ้นอืดโกดังร้าง

 วันที่ 23 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 22 ส.ค. พ.ต.ท.คงกระพัน วังคำกฤษทรัพย์ สว.(สอบสวน) สภ.ท่าลี่ จ.เลย ได้รับแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตภายในโกดังร้าง หน้าวัดสหมิตรวนาราม บ้านปากห้วย หมู่ 7 ต.หนองผือ อ.ท่าลี่ เมื่อได้รับแจ้ง จึงพร้อมด้วยแพทย์จาก รพ.ท่าลี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดท่าลี่ ไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพ

ที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นโกดังไม้เก่า พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย สภาพนอนหงายขึ้นอืด สวมกางเกงขายาวสีเหลือง เสื้อแขนยาวสีขี้ม้า พบบัตรประชาชน ทราบชื่อ คือ นายบุญเชิด ฆ้องพรมมา อายุ 45 ปี อยู่ หมู่ 6 ต.โคกปี่ฆ้อง อ.เมือง จ.สระแก้ว ที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผล เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 วัน จึงนำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรพลิกศพที่ รพ.ท่าลี่ จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายได้มาพักอาศัยอยู่โกดังร้างดังกล่าว ที่เคยเก็บไม้แปรรูป จนกระทั่งชาวบ้านได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากโกดัง จึงมาดูพบนายบุญเชิด นอนเสียชีวิตขึ้นอืด ตัวบวม น้ำเหลืองไหล จึงรีบแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

ที่มา>>>ข่าวสด

ผงะเก็บขยะเจอศพเด็ก!! หอพักนวนคร ห่อในถุงผ้า-ตรวจกล้องวงจรปิด

 เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 23 ส.ค. ร.ต.อ.สุริยา ผลชู ร้อยเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งพบศพเด็กทารกแรกเกิดนำมาทิ้งในถังขยะข้างหอพักแห่งหนึ่ง ม.19 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย ร.ตอ.สิรภพ บังหลวง รอง สว.สส.สภ.คลองหลวง แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุพบถังขยะวางเรียงกันอยู่หลายใบ ข้างหอพักด้านหลัง ในถังขยะพบศพเด็กทารกแรกเกิดเพศชายมีอวัยวะครบสมบรูณ์อยู่ในถุงผ้าสีเหลือง ห่อด้วยเสื้อสีเขียว เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูจึงนำออกมา   จากการสอบถามนายประจัก ทับบุรี เจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู บอกว่า ตนได้รับแจ้งจากคนเก็บขยะว่า พบศพเด็กทารกถูกทิ้งในถังขยะ จึงมาตรวจสอบ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วคาดว่าเป็นวัยรุ่นที่พักอยู่ย่านหอพักใกล้เคียงที่เกิดเหตุ และคลอดลูกออกมาเอง แต่ไม่พร้อมที่จะเลี้ยง จึงนำทารกมาทิ้งดังกล่าว อย่างไรก็ตามจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและจะติดตามนำตัวแม่มาดำเนินคดีต่อไป ส่วนศพเด็กทารกนั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ยูเทิร์นมรณะ!! นักเรียนช่างสุพรรณฯขี่จยย.กลับบ้าน เสยท้ายสิบล้อตาย-โคม่า

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 ส.ค. พ.ต.ท.ชัยพร คำสอนทา สว.(สอบสวน) สภ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนรถสิบล้อ มีผู้เสียชีวิต บริเวณจุดกลับรถบริเวณถนนสาย 340 สุพรรณบุรี-ชัยนาท ต.ย่านยาว อ.สามชุก รุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิเสมอกันสุพรรณบุรี ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า มีโอ ทะเบียน ขพว 967 สุพรรณบุรี สภาพพังยับเยิน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายณัฐพล  ศรีโพดก  อายุ 16 ปี บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือ นายกิตติศักดิ์ มณีจันทร์ อายุ 16 ปี ทั้งคู่เป็นนักเรียนจากวิทยาลัยสารพัดช่างบรรหารแจ่มใส ในตัวเมืองสุพรรณบุรี  สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุหลังเลิกเรียนทั้งสองคนขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านที่ ต.ย่านยาว อ.สามชุก มาถึงจุดกลับรถดังกล่าว รถจักรยานยนต์ชนเสยท้ายรถสิบล้ออย่างแรง เป็นเหตุให้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ไหม้ระทึกกลางเมืองสุพรรณ ยายวัย 73 ปีกัดฟันอุ้มตาวัย 74 ปีป่วยอัมพาตหนีตายจนตัวเองบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ส.ค. ร.ต.อ.สายฝน หลักเพชร รองสว.(สอบสวน)สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้รับแจ้งเหตุเกิดเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 15 ม.2 ต.โคกโคเฒ่า อ.เมืองสุพรรณบุรี จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิเสมอกันสุพรรณบุรีและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเณรแก้วทางหลวงสุพรรณบุรี  ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ 2  ชั้นใต้ถุนสูงได้ถูกเพลิงเผาวอดทั้งหลัง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยกันเร่งระดมกำลังฉีดน้ำกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย  โดยถูกไฟลวกบริเวณร่างกาย และคุณตาเจ้าของบ้านวัย 74 ปี ซึ่งป่วยเป็นอัมพาต รอดหวุดหวิด

จากการสอบถามนายปั่น ชูจันทร์ อายุ 74 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นป่วยเป็นอัมพาตที่ขาท่อนล่าง ได้เล่าด้วยอาการตกใจว่า ตนอาศัยอยู่ในบ้านอยู่กับภรรยา คือนางทองปลิว ชูจันทร์ อายุ 73 ปี และหลานวัย 20 ปีอีก 1 คน ขณะเกิดเหตุ หลานกำลังนั่งทานข้าวอยู่ จู่ๆก็เห็นประกายไฟขึ้นที่สายไฟภายในบ้าน และไม่นานก็เกิดเพลิงลุกใหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลานจึงได้พยายามดับไฟ   แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ    นายปั่นกล่าวว่า ภรรยาจึงรีบเข้าไปช่วยหลายดับไฟจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นก็รีบวิ่งมาช่วยอุ้มตน ซึ่งไม่สามารถเดินได้ เนื่องจากป่วยเป็นอัมพาตขาท่อนล่าง เพื่อหนีออกจากบ้านที่ถูกเพลิงใหม้ หลังจากนั้นนางทองปลิวภรรยาก็กลับเข้าไปช่วยหลานดับไฟอีกครั้ง จนทำให้ถูกไฟลวก ตามร่างกายหลายจุด และหลานก็ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้พยายามเข้าไปช่วยเหลือและช่วยกันนำตัวส่งรพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช  ด้านนางอัมรา คล้ายมาลา อายุ 54 ปี ญาติของตาปั่น เล่าว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้เก่า ปลูกมานานกว่า  20 ปีแล้ว ปกติจะอาศัยกันอยู่ 3 คน ตายายหลาน ส่วนตอนกลางวันปกตินายทองปลิวจะอยู่บ้านคนเดียว ส่วนยายจะไปรับจ้างล้างจานอยู่ที่ม.ราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน  แต่วันนี้เป็นวันหยุดก็เลยอยู่บ้าน ดูแลคุณตา ซึ่งที่ผ่านมา คู่นี้เค้ารักกันมาก คุณยายจะคอยดูแลคุณตามาโดยตลอด เพราะคุณตาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นางอัมรากล่าวว่า พอมาเกิดเหตุวันนี้ ได้เห็นความรักที่คุณยายมีต่อคุณตา โดยรีบพยายามช่วยอุ้มคุณตาหนีออกมาจากกองเพลิง ทั้งๆที่ตัวเองบาดเจ็บ  ทำให้ชาวบ้านหลายคนต่างพากันสงสารและอดน้ำตาคลอไม่ได้ เมื่อเห็นอานุภาพความรักของคุณยายที่มีต่อคุณตา โดยพยายามช่วยเหลือคุณตาอย่างเต็มที่ ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

ที่มา>>>ข่าวสด

หวิดตายหมู่!! รถน้ำมันชนสนั่นรถตู้-กระบะ 4 คันอัดกันเละ กลางแยกไฟแดง(คลิป)

วันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.อริชัย อารียะ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจตรอน อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ รับแจ้งเหตุรถบรรทุกน้ำมันชนกับรถตู้และรถกระบะอีก 2 คัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดที่บริเวณสี่แยกน้ำอ่าง ถนนสายเอเซีย ขาล่อง อุตรดิตถ์-พิษณุโลก หลักกิโลเมตรที่ 300-301 หมู่ 9 บ้านท่านา ต.น้ำอ่าง รุดยังที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัย พบรถบรรทุกน้ำมัน 18 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 71-1901 ระยอง ของบริษัท ปัทมวัชร์การปิโตรเลียม จำกัด สภาพด้านหน้ารถบรรทุกชนกับรถตู้ป้ายแดงยี่ห้อโตโยต้า สีขาว สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ก-1818 ขอนแก่น ซึ่งเป็นรถของห้างหุ้นส่วน จำกัด เจเคพี เอ็นจิเนียริ่ง เรดิโอ เกี่ยวกับการวิจัยดูแลและออกแบบอุปกรณ์โทรคมนาคมและตรวจวัดสัญญาณคลื่น ความถี่และตรวจสอบการรบกวนสัญญาณการบินของ กสทช. บริเวณด้านขวาฝั่งคนขับ สภาพพังยับเยินทั้งด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 3 เมตร พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ตอนเดียว หมายเลขทะเบียน ฒย-7234 กรุงเทพมหานคร ของเบต้า อาร์ เอฟ แล็บ ซึ่งเป็นรถโมบายแล็บ สำหรับงานทดสอบด้านโทรคมนาคม จ.พิษณุโลก จอดอยู่ใกล้กันถูกชนในสภาพด้านหน้ารถและด้านข้างฝั่งคนขับพังยับเยินเช่นกันกับรถตู้ และห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 6 เมตร พบเศษกระจกและเศษชิ้นส่วนรถยนต์และรถตู้ตกเกลื่อนกระจาย ที่บริเวณพงหญ้าข้างทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเลี้ยวไปอำเภอทองแสนขัน พบรถยนต์กระบะ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ผย-9490 มหาสารคาม บรรทุกฟักทองมาเต็มคันตกอยู่ข้างทาง โดยมีแผ่นป้ายหมวดการทางทองแสนขัน ซึ่งตั้งอยู่ข้างทางถูกชนกระเด็นตกอยู่ในพงหญ้าใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ พบผู้ได้รับบาดเจ็บมากับรถตู้ จำนวน 4 คน ถูกพลเมืองดีนำตัวส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย นายธีรภัทร มณีศรี (คนขับ) อายุ 24 ปี , นายโยธิน กังวลวาน อายุ 18 ปี , นายทิวา  ขันอาสา อายุ 27 ปี ทั้ง 3 คน อาศัยอยู่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น และนายชวลิต แสนเมือง อายุ 31 ปี อยู่ ต.โคนงาม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ในการดูแลของแพทย์โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ส่วนคนขับรถยนต์กระบะโมบายแล็บและเพื่อนที่มาด้วยกันได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เช่นเดียวกับคนขับรถฟักทองไม่เป็นอะไร ส่วนคนขับรถบรรทุกน้ำมันหลังเกิดเหตุได้อาศัยความชุลมุนหลบหนีไป

โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันนำเครื่องมือตัดถ่างแยกชิ้นส่วนเศษซากรถออกจากกัน เพื่อนำเครื่องมืออุปกรณ์โทรคมนาคม อาทิ เครื่องตรวจวัดสัญญาณ เครื่องจับคลื่นความถี่รบกวนวิทยุการบินและอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม ที่มีราคาแพงออกจากรถ เพื่อนำไปเก็บคืนให้กับบริษัท จากการสอบสวนทราบว่า รถตู้ซึ่งอาศัยมาด้วยกัน 5 คน และเป็นพนักงานของบริษัทเกี่ยวกับการวิจัยดูแลและออกแบบอุปกรณ์โทรคมนาคมและตรวจวัดสัญญาณคลื่นความถี่ได้เดินทางไปตามภารกิจของบริษัท เพื่อเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับคลื่นวิทยุกระจายเสียงและคลื่นรบกวนวิทยุการบิน ให้กับสมาชิกกลุ่มเครือข่ายวิทยุจังหวัดเชียงใหม่หรือวิทยุชุมชน ตามที่สมาคมวิยุกระจายเสียง เขต 9 เชียงใหม่ เชิญมา โดยนำอุปกรณ์ติดตั้งมากับรถตู้ด้วย พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของเบต้า อาร์ เอฟ แล็บ นำรถโมบายแล็บ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุ จากจังหวัดพิษณุโลก มาถ่ายทอดให้ความรู้กับสมาชิกเครื่อข่ายวิทยุจังหวัดเชียงใหม่ หลังเสร็จภารกิจ รถตู้เตรียมกลับพื้นที่ จ.ขอนแก่น และรถยนต์กระบะเตรียมกลับ จ.พิษณุโลก ส่วนรถยนต์กระบะฟักทองหลังรับซื้อผลฟักทองในพื้นที่ จ.พะเยา เสร็จแล้วก็เตรียมเดินทางส่งสินค้าที่ จ.สระแก้ว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถยนต์ทุกคันจอดติดสัญญาณไฟแดงที่แยกน้ำอ่าง จ.อุตรดิตถ์ โดยมีรถยนต์กระบะฟักทองจอดอยู่ข้างหน้า รถตู้จอดตามหลังและรถยนต์กระบะโมบายจอดต่อท้ายเพียงไม่กี่นาที ได้ยินเสียงรถบรรทุกน้ำมันแตะเบรกเสียงดังลั่น จากนั้นไม่กี่วินาทีก็เกิดเสียงโครมดังสนั่น รถบรรทุกน้ำมันชนเข้ากับรถกระบะโมบายกระเด็นออกไปก่อน จากนั้นพุ่งเข้าชนรถตู้ส่งผลทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บผู้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที และโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ แรงกระแทกจากรถน้ำมันที่ชนรถตู้ได้พุ่งชนท้ายรถกระบะฟักทอง จนกระเด็นตกข้างทาง โชเฟอร์ไม่ได้รับบาดเจ็บ สำหรับรถ 18 ล้อ ซึ่งบรรทุกน้ำมัน แต่เป็นรถวิ่งเปล่าหลังส่งน้ำมันที่ภาคเหนือเสร็จแล้ว เตรียมกลับเข้าบริษัทที่ จ.ชลบุรี เมื่อรถวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ และวิ่งมาด้วยความเร็วทำให้เบรกไม่อยู่จึงพุ่งชนเข้าอย่างจัง

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมออกหมายเรียกตัวคนขับรถบรรทุกน้ำมันคันก่อเหตุมารับแจ้งข้อกล่าวหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด